มีใครเคยไปบ้างเอ่ย?

อ้อมไม่เคยไปค่ะ และไม่รู้ด้วยว่าจะเป็นยังไง เลยเปิดเวป หาข้อมูล รู้แต่ว่าเค้าจะเปิดตอนประมาณตรุษจีนของทุกปี ปีละประมาณ 60 วัน และก็จะมีผู้คนไปที่นี่กันเยอะมาก วันๆหนึ่งอาจจะมีคนไปเป็นหมื่น และเค้ามักจะไปกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลย ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดนี้ ทำให้มีแต่ความสงสัยค่ะ ทำไมจะต้องเปิดแต่ช่วงนี้? ทำไมต้องไปกันตั้งแต่เช้ามืด?

มาค้นหาคำตอบกันค่ะ

อ้อมไปมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 มี.ค.) ค่ะ ไปกัน 2 คน เราเริ่มออกเดินทางจากบ้านประมาณตีสอง (จริงๆอ้อมแทบจะไม่ได้นอน รู้สึกตื่นเต้นจะได้ไปเที่ยวน่ะค่ะ )

ขับผ่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เห็นคนยังเดินเข็นรถเข็น ขายซาละเปาอยู่เลย (ตีสองแล้วนะ) ไม่รู้ขายหมดรึยัง เห็นแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจว่า เมืองไทยยังมีคนที่ต้องทำงานหนัก เพียงเพื่อที่จะได้มีรายได้มาดำรงชีวิตแบบวันต่อวัน ตัวเราเองนี่โชคดีจัง ที่ไม่ต้องเป็นแบบนี้

ขับไปอีกสักพัก ก็เห็นรถซาเล้งขับไปคู่กันกับรถของเรา เค้าคงจะเก็บขยะตอนดึกๆ แต่ในรถนั้นยังมีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อายุไม่น่าเกิน 10 ขวบอยู่ด้วยค่ะ เห็นแล้วสงสารจัง ดึกขนาดนี้ ยังต้องมาช่วยพ่อทำงานเลย คิดอีกแล้วหละ ว่าตอนเด็กๆเราโชคดีจัง ที่ไม่ต้องลำบากแบบนี้

หลังจากนั้นอ้อมก็หลับๆตื่นๆ รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบถึงทางขึ้นเขาแล้วค่ะ เวลาตอนนั้นประมาณตีห้ากว่าๆค่ะ พี่ไฮ่ปลุกให้ดูแสงไฟที่อยู่บนเขา น่าจะเป็นเขาคิชฌกูฏที่เรากำลังจะไป เราหาที่จอดรถข้างทางกัน แล้วก็เหลือบไปเห็นที่จอดรถทัวร์ ทำไมเยอะอย่างนี้นะ มากันเป็นคันรถเลย

เราเดินไปหาที่ซื้อตั๋วนั่งรถปิคอัพขึ้นไปไหว้รอยพระพุทธบาทค่ะ ค่าขึ้นคนละ 50 บาท ได้ตั๋วมาแล้ว จะมีหมายเลขที่เขียนอยู่บนตั๋ว นั่นคือคิวที่เราจะได้ขึ้น เห็นคนเยอะๆ แต่ก็คอยไม่นาน การจัดระบบรถดีพอสมควรค่ะ เริ่มออกเดินทาง ตื่นเต้นๆอ่ะค่ะ

นึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งรถสองแถวมันเมื่อไหร่กันหนอ จากทางลาดยาง ขับขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฎ ขับอีกนิดจากถนนลาดยาง ก็กลายเป็นดินแดงค่ะ ทางยังขึ้นเขาตลอดเวลา คนขับๆได้มันมากๆ คือขับเร็วมากค่ะ (ก็เค้าคงชินทาง ขับขึ้น-ลง วันละไม่รู้กี่เที่ยว) ถ้าไม่เกาะรถดีๆ มีหวังถูกเหวี่ยงออกนอกรถแน่ๆ ตอนขึ้นยังเช้ามืดอยู่ เลยไม่เห็นทางเท่าไหร่ เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ เพราะไม่ค่อยเห็นว่าทางชันขนาดไหน รับรู้ได้แต่แรงเหวี่ยง

แล้วเราก็มาถึงจุดต่อรถค่ะ ตรงนี้มีสถานที่ให้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ 3 จุดมั๊งคะ (จำไม่ได้) เราต้องซื้อตั๋วอีกครั้ง คนละ 50 บาทเช่นเดิม เพื่อที่จะนั่งรถต่อขึ้นไปอีก เส้นทางโหดเหมือนเดิมคือทางชัน และคนขับๆเร็วมาก ตอนรถสวนกัน หวาดเสียวสุดๆค่ะ เอาหละค่ะ มาถึงสักที

จะซื้อธูป กับดอกไม้ (ดอกดาวเรือง) ตรงนี้ก็ได้นะคะ ราคาไม่ค่อยแตกต่างกับข้างล่างค่ะ และอีกอย่างที่เค้าขายกันคือ (เศษ)พลอย เพื่อเอาไปโรย สักการะรอยพระพุทธบาท

เริ่มเดินขึ้นหละนะคะ ผู้คนก็เริ่มโปรยกลีบดอกดาวเรืองไปตามทางค่ะ พร้อมกับปักธูป

แล้วก็จะเห็นหลายๆคน ปักแบบนี้ค่ะ อ้อมลองไปเหมือนกัน โดนธูปดีดกลับอยู่หลายที ในที่สุดก็ได้ ถามว่าทำแบบนี้ไปทำไม ไม่รู้อ่ะค่ะ หลายๆคนคงจะอธิษฐานอะไรมั๊งคะ เดาเอา

เดินขึ้นมาเรื่อยๆ เจอหินก้อนใหญ่ คลุมผ้าสีทอง

ตามทาง ใครหิว ก็มีอาหารขายนะคะ

ห้องน้ำ บนเขาก็ยังมีค่ะ

ทางเดินขึ้น-ลง บางจุด แยกกัน ไม่ต้องเดินเบียดกันค่ะ

ยังมีหมอกยามเช้าอยู่จางๆ

เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงประตูสวรรค์

ในที่สุดก็ถึงรอยพระพุทธบาทค่ะ คนเยอะมาก รอ(เบียด) กันเข้าไป จะเข้าเป็นกลุ่มๆค่ะ เพราะพื้นที่มีจำกัด และมีพระหนึ่งรูปคอยจัดการค่ะ

รอยพระพุทธบาทอยู่ตรงโคนหินที่ตั้งอยู่นั่นแหละค่ะ

สักการะพระพุทธบาทเสร็จ ก็เดินขึ้นเขากันต่อ เพื่อจะไปให้ถึงผ้าแดง ขั้นบันไดธรรมชาติจากรากไม้ค่ะ

เดินไปอีกหลายเหนื่อย (800 เมตรเอง) ก็ถึงแล้วค่ะ ผ้าแดง เค้าให้เราเขียนคำอธิฐานไว้บนผ้าน่ะค่ะ

จากนั้นเราก็เดินกลับค่ะ ระหว่างทาง มีโรงทานด้วยนะคะ เป็นข้าวต้มหมู กับน้ำขิงร้อนๆค่ะ ขาขึ้นก็ดื่มน้ำขิงค่ะ แต่พี่ไฮ่ว่า ขาลงน้ำขิงอร่อยขึ้นนะ

ตอนลงเราค่อยมีโอกาสเงยหน้า ดูบรรยากาศรอบตัวมากกว่าขาขึ้นนะคะ เจอป้ายนี้ เห็นแล้วขำดี เลยเอามาฝากค่ะ

น้ำดื่ม = กาแฟ

โอวัลติน = มาม่า

เจอน้องหมานั่งพักเหนื่อย ลิ้นห้อยเชียว

คนรับจ้างแบกของขึ้นไปขายค่ะ ได้ยินแม่ค้าคุยให้ฟังว่า น้ำแข็งก้อนละ 60 บาท ค่าจ้างแบกน้ำแข็ง 200 บาทค่ะ

ถึงเวลากลับแล้วค่ะ ยืนรอรถอยู่

หน้าตาตั๋วรถค่ะ ได้คิวที่ 315

เราใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่ขึ้นเขา จนกลับลงมา ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ลงมาถึงข้างล่างแล้วร้อนมากๆเลย

และก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องเปิด แค่ช่วงเดียวของปี คงจะเป็นเพราะว่า ทางขึ้นเป็นดิน ถ้าฝนตกรถคงจะขึ้นไม่ได้ และที่ต้องไปแต่เช้าขนาดนั้น ก็เพราะถ้าขึ้นเขาตอนสายๆ คงจะเป็นลม ก่อนที่จะขึ้นไปถึงพระพุทธบาทเป็นแน่ค่ะ

หลังจากอิ่มบุญไปแล้ว เราก็ต้องไปเติมพลังงาน ให้อิ่มท้องกันด้วยนะคะ เราไปทานกันที่หาดเจ้าหลาว ริมทะเล ทะเลไม่สวยเลย แถมไอทะเลร้อนๆ พัดมาเรื่อยๆอีกต่างหาก แต่ว่าอาหารอร่อยค่ะ

จานแรก ข้าวผัดปู ที่สั่งเป็นจานกลางค่ะ

ต้มยำทะเล มาเป็นหม้อไฟเลย นึกว่าจะให้มาเป็นชามซะอีก

จานต่อไป ปูนิ่มผัดกระเทียมพริกไทยดำ จานโตอีกแล้วค่ะ

อย่างสุดท้าย ปลากระพงนึ่งมานาว

ทานกันจนจุกค่ะ ก็ไม่รู้นี่นาว่าอาหารจะให้เยอะขนาดนี้ ค่าเสียหายทั้งหมด 500 บาทค่ะ จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านค่ะ อิ่มใจ และอิ่มท้องค่ะ

ไปเรียนทำขนมปังมาหละ

posted on 11 Mar 2008 21:36 by ohrami

นี่แหละค่ะ...สาเหตุที่ทำให้ไม่ได้ไปอยุธยากับแกงค์ exteen ชวนชิม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อ้อมเรียนที่ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ของ มศว. ประสานมิตรค่ะ ที่เรียนเป็นคอร์ส 2 วันค่ะ วันแรกสอนวิธีนวดแป้ง แล้วก็วิธีม้วนแป้ง ทำไงก็ม้วนไม่ได้แบบอาจารย์อ่ะ ทำแล้วเนื้อมันไม่แน่น ไล่อากาศไม่เป็น อาจารย์ม้วนแล้ว ความยาวเท่าเดิม แต่ทำไมอ้อมม้วนทีไร มันยาวขึ้นเป็นสองเท่าทุกทีสิน่า สรุปม้วนขนมปังเลยพิมพ์ที่ใส่

แล้วก็สอนทำขนมปังโฮลวีท ขนมปังขาไก่ (ปั้นออกมาแล้ว เป็นขาไก่พิการค่ะ ) ขนมปังลูกเกด ขนมปังผลไม้ และขนมปังเนยสด

วันที่สอง เรียนพวกขนมปังไส้ต่างๆค่ะ ทั้งเค็ม และหวาน สอนทำหน้าขนมปังรูปแบบต่างๆ แถมด้วยเบลเยี่ยมวาฟเฟิลด้วย (อันนี้ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรที่สอน แต่มีคนขอ อาจารย์เลยเอาสูตรมาแจก) ได้ขนมกลับบ้านมาเพียบมากๆค่ะ

นี่เลยๆ มีรูปมาอวด แม้รูปไม่สวย แต่รสชาดอร่อยนะคะ

ขนมปังโฮลวีท ขนมปังผลไม้รวม ขนมปังลูกเกดค่ะ ให้กลับบ้านมาทั้งก้อนเลย ไม่อ้วนตอนนี้ก็ไม่รู้จะอ้วนตอนไหนแล้วนะนี่

ขนมปังขาไก่ 4 รส - รสจืดกับชอคโกแลต (พันกันเป็นเกลียว สังเกตจากเกลียวได้ค่ะ ไม่มีความเท่ากันเลย), รสเบคอน, รสงา และรสพิซซ่าค่ะ

ขนมปังไส้หวาน - ไส้ถั่วแดง, ไส้ครีมหน้าเค้กวานิลา, ไส้ครีมหน้าเค้กกาแฟ, ไส้ชอคโกแลตหน้าชอคโกแลต, ไส้คัสตาร๋ดหน้าเชอรี่, ไส้คัสตาร์ดหน้าบลูเบอรี่ และไส้มะพร้าวกับลูกเกด

ขนมปังไส้เค็ม - ชอบมากๆเห็นจะเป็นไส้หมูแดง อันที่เป็นหน้าหมูอ่ะค่ะ, ไส้แฮม, ไส้ไส้กรอก, ไส้ทูน่า ส่วนที่โปะไว้ข้างหน้าเฉยๆ เป็นหน้าหมูหยอง และหน้าพิซซ่าค่ะ

 

ความคิดที่จะเขียนเอนทรี่นี้เกิดจากต้องพาแม่ไปตรวจประจำปีค่ะ โดยปกติแม่จะไปตรวจที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

อย่าเพิ่งตกใจค่ะ ว่าเราไม่ได้เป็นมะเร็ง จะไปตรวจทำไมที่นี่

ข้อแรก การตรวจ จะเน้นเพื่อค้นหาความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และเมื่อตรวจว่าเป็นผู้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งชนิดใด จะส่งเข้ารับการตรวจในคลินิกเฉพาะโรค เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

ข้อสอง ราคาถูกกว่าการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนมาก

การตรวจประกอบด้วย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจเลือด, การตรวจอุจจาระ-ปัสสาวะ, การตรวจด้วย X-ray ปอด, การตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า, การตรวจเซลล์มะเร็งปากมดลูก (สำหรับผู้หญิง), การตรวจร่างกายโดยแพทย์ และการซักประวัติ

ถ้าจะไปก็อย่าคาดหวังว่าจะได้บริการประทับใจ เสมือนว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังนะคะ ที่มีคนมายืนไหว้ต้อนรับเรา และแทบจะเอาเก้าอี้รถเข็นมาให้นั่ง เพราะมาที่นี่ คนเยอะมากๆ และเราจะต้องเดินเรื่องด้วยตัวเองทั้งหมด

แต่อย่าเพิ่งกลัวค่ะ ทางสถาบันฯจะให้เอกสารมา 1 ชุด หลังจากที่ไปยื่นบัตรนัดแล้ว ไปเปลี่ยนชุดก่อน เป็นเสื้อคลุมที่จะรอตรวจ ไม่ต้องอายใครค่ะ เพราะคนมาตรวจทุกคนก็ใส่แบบนี้ค่ะ (ถอดแต่เสื้อ และเสื้อชั้นในค่ะ กางเกงไม่ต้องถอด ถ้าเป็นไปได้ เครื่องประดับต่างๆ ไม่ต้องใส่มาเลยนะคะ เพราะยังไงก็ต้องให้ถอด ทั้งตุ้มหูเพชร สร้อยทองหนัก 10 บาท อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ หายขึ้นมา เดี๋ยวจะเสียใจ )

หนึ่งใบที่แจกมาให้นั้น เราต้องเขียนชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้จัดส่งผลตรวจกลับไปให้ที่บ้าน

ด้านหลังของใบนั้น มีขั้นตอนบอกว่า เราจะต้องไปจุดตรวจไหนบ้าง ชั้นอะไร ไปถึงแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจนั้นรออยู่ ให้ยื่นเอกสารที่หน้าเคาท์เตอร์ เพื่อรอเรียกตรวจของจุดนั้นๆค่ะ ทำแบบนี้จนครบทุกจุดตรวจค่ะ

จุดสุดท้ายคือการตรวจของแพทย์ ต้องรอนานนิดนึง ติดหนังสือไปอ่านก็ได้ หรือไม่ก็นั่งหลับตา ฟังเสียงขิม ที่มีคนมาตีให้ฟังกันสดๆก็ได้ค่ะ

จากที่ไปวันนั้นกับแม่ ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมงค่ะ ไปตั้งแต่ 8 โมงเช้า กว่าจะเสร็จ เกือบ 11 โมง ถามว่านานมั๊ย มันก็นานกว่าตรวจโรงพยาบาลเอกชนน่ะนะ แต่ว่าขอชมเชยการจัดการของสถาบันฯค่ะ ที่สามารถรองรับคนที่มาตรวจได้มากมายขนาดนี้ (อ้อมว่า คนมาตรวจ น่าจะเกือบๆพันคนได้มั๊งคะ ต่อวันน่ะ)

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า นัดเช้ากว่านี้ได้รึเปล่า แต่คิดว่าน่าจะได้นะคะ เพราะตอนที่มาถึงเห็นบางคนได้คิวรอคุณหมอที่ห้องตรวจแล้วอ่ะค่ะ (คุณหมอเริ่มตรวจ 9 โมงเช้าค่ะ)

ผู้ที่จะเข้ารับบริการ จะต้องขอนัดล่วงหน้าก่อนนะคะ ไม่สามารถ walk-in เข้าไปตรวจค่ะ

การขอรับบริการ

1. ผู้รับบริการทั้ง เก่าและใหม่ ขอนัดตรวจด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นมานัดแทน ที่เคาน์เตอร์ (หมายเลข A1) ชั้น 1 ตึกดำรงนราดูร ในเวลาราชการ 08.00-16.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

2. ผู้รับบริการทั้ง เก่าและใหมขอนัดตรวจทางไปรษณีย์ โดยส่งจดหมาย จ่าหน้าซองถึงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และส่งแสตมป์ (3 บาท) โดยไม่ต้องส่งซองจดหมายมา พร้อมเขียนที่อยู่ของตัวท่านเอง หรือผู้ที่ท่านต้องการให้ส่งเอกสารไปให้ มาพร้อมจดหมายขอนัดตรวจด้วย

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (ห้องนัดตรวจ)
268/1 ถนนพระราม 6 ราชเทวี
กรุงเทพฯ 10400

ผู้ป่วยเก่า : เขียนชื่อนามสกุลให้ชัดเจน โปรดระบุหมายเลขบัตรประจำตัวโรงพยาบาล และระบุวันที่ต้องการนัดตรวจ
ผู้ป่วยใหม: เขียนชื่อนามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่ที่ติดต่อได้ ให้ชัดเจน และระบุวันที่ต้องการนัดตรวจ


** สถาบันมะเร็งฯ จะดำเนินการส่งเอกสารไปให้ท่านภายในเวลา 2 สัปดาห์ ** หากไม่ได้รับตอบกลับ ให้ติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 3547028-35 ต่อ 1104

3. ท่านสามารถ Fax แบบฟอร์ม มาที่เบอร์ 02-6446748 กด 0 โดยท่านสามารถ Download แบบฟอร์มดังกล่าวได้ที่

Download แบบฟอร์มขอนัดตรวจสุขภาพทั่วไป (เจ้าหน้าที่จะแจ้งกลับภายใน 3 วัน )

4. ผู้รับบริการเก่า (ที่มีบัตรโรงพยาบาลแล้ว) ขอนัดตรวจทางโทรศัพท์ หมายเลข 02-3547025 ต่อ 1203, 1104
เวลา 13.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ) โดยท่านต้องแจ้ง ชื่อ-นามสกุล และหมายเลขประจำตัวผู้รับบริการของสถาบันฯ (HN) ด้วย

5. ระบบนัดตรวจผ่าน website นี้ (จะเปิดบริการในเร็ววันนี้)

6. ขอนัดตรวจผ่าน E-Mail : checkup_nci@yahoo.com โดยระบุข้อมูลตามแบบฟอร์มการขอนัดตรวจสุขภาพ

การบริการ

วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 7.30 น. - 12.00 น.

คลินิกพิเศษ

วันเสาร์ เวลา 7.30 น. - 12.00 น.
มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากวันราชการ 300 บาท

อัตราค่าบริการ

หญิง อายุ 35 ปีขึ้นไป 2,010 บาท

หญิง อายุไม่ถึง 35 ปี 1,910 บาท

(อัตราค่าตรวจของผู้หญิง จะเพิ่มขึ้นได้ ถ้าเราเลือกการตรวจภายในแบบใหม่ที่เรียกว่า Thin prep แทนที่จะเป็น Pap Smear นะคะ พยาบาลบอกว่า แบบใหม่นั้น จะทำให้ค่าตรวจที่แม่นยำกว่า และสำหรับผู้ที่ตัดมดลูกแล้วอัตราค่าตรวจก็จะลดลงค่ะ)

ชาย อายุ 35 ปีขึ้นไป 2,110 บาท

ชาย อายุไม่ถึง 35 ปี 1,710 บาท

อัตราค่าบริการคนไข้ใหม่ แพงกว่าคนไข้เก่า 100 บาทด้วยค่ะ

ที่อยู่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 268/1 ถนนพระราม 6 ราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

โทร. 02-354 7025, 02-354 7028-35

Website สถาบันมะเร็งแห่งชาติ


ได้รับ tag มาจากคุณตุ้มเป๊ะตั้งแต่เดือนที่แล้ว มีโอกาสได้ทำสักที แม้จะช้าไปหน่อย และเป็นข้อความซ้ำๆกัน แต่ก็หวังว่า อาจจะยังมีผู้ที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้อ่าน แวะเวียนเข้ามา และให้ความสนใจบ้างนะคะ (อย่าเพิ่งเบื่อกันนะ) ใครที่ทำบุญไปแล้ว ก็ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ทำ มีหลายช่องทางให้เลือกทำได้ค่ะ ตามสะดวกค่ะ ไม่ได้บังคับนะคะ

สามสิ่งที่คุณ​ต้อง​ทำ​เมื่อ​ได้​รับแท็กบุญออนไลน์นี้​

1. ​ส่งแท็กนี้ให้กับ​ 9 ​บล็อกที่คุณรักเป็นพิเศษ เรียงรายชื่อบล็อกแล้วช่วยแจ้งไปยังเจ้าของบล็อกด้วยนะคะว่ารับแท็กบุญออนไลน์ ด้วย​จ้า​..

รายชื่อเพื่อนๆต่อไปนี้ ถ้าได้รับจากที่อื่นแล้ว หรือทำไปแล้ว ขออภัยนะคะ และสำหรับเพื่อนๆที่รับไปทำต่อ ขอบคุณนะคะ

    1. น้องปอนคนงาม http://sloppythinking.exteen.com/

    2. น้องปุกคนสวย http://poochikeo.exteen.com/

    3. ท่านพี่ alienboon http://alienboon.exteen.com/

    4. คุณเจ้าชายน้อย http://zedth.exteen.com/

    5. น้องบิ๋ม http://l-pollution.exteen.com/

    6. คุณโอ้ http://riddler.exteen.com/

    7. คุณหมอนัน http://nunun081.exteen.com/

    8. คุณฝ้าย http://fein.exteen.com/

    9. นู๋เป๋อ http://casper077.exteen.com/

2. ​คัดลอกบทความและรูปภาพข้างล่าง​ ส่งเป็นเมล์ฟอร์เวิร์ดให้กับคนที่คุณรักอย่างน้อย​ 9 ​คน แล้วนำภาพมาแปะในบล็อกด้วย​นะคะว่าส่ง​แล้ว​จ้า​..

==> ส่งไปแล้ว พยายามแปะ แต่ไม่สำเร็จค่ะ

3. ​หยิบมือถือมากดเบอร์​ 1900 - 222 - 200 บริจาคเงินให้กับมูลนิธิธรรมรักษ์ร่วมกับหลวงพ่ออลงกต​ ครั้งละ​ 9 บาท​ทั่วประเทศ ขอแค่หนึ่งครั้งค่ะ​แต่ถ้าอยากกดมากกว่านั้น ก็​ได้ค่ะ​..

==> กดเบอร์แล้ว รอฟังสักครู่นะคะ แล้วกด 1 เพื่อร่วมทำบุญ ถ้าวางสายไปเฉยๆ ไม่ได้กด 1 ถือว่ายกเลิกนะคะ 

(ก็อบปี้ข้อความ และ รูปภาพด้านล่างนี้​ไปส่งเมลล์ในข้อ 2 ค่ะ)

ถ้าพวกเราไม่ช่วย... วัดพระบาทน้ำพุอาจต้องปิดลง !!!

ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี​ ที่มีหลวงพ่ออลงกตเป็นเจ้าอาวาส​ซึ่งท่านได้อุทิศตัวช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และเด็กกำพร้า มาสิบกว่าปีแล้ว​ทั้งๆ ที่ท่านมีพร้อมทุกอย่าง จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิศวะจากออสเตรเลีย  แต่ท่านก็เสียสละได้ เพียงเพราะท่านเห็นว่า​ผู้ป่วยโรคเอดส์นั้นไร้ที่พึ่งจริงๆ ขนาดบางคนพอพ่อแม่รู้ว่าติดเชื้อเอดส์ยังรังเกียจ และทอดทิ้งลูกของตัวเองได้เลย หลวงพ่อท่านเห็นว่า​ถ้าท่านไม่ช่วยพวกเขาเหล่านี้ ท่านก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ได้​ทุกวันนี้ที่วัดมีผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่หลวงพ่อต้องคอยดูแล รวมถึงพนักงาน และอาสาสมัครราวหนึ่งพันคน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณสามล้านกว่าบาทแต่ยอดบริจาคกลับน้อยลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเห็นว่าลดลงเหลือเพียงเดือนละสองแสนบาทเอง

ส่วนรัฐบาลก็ช่วยเหลือเพียงเดือนละหนึ่งแสนบาทเท่านั้น  แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน ค่ายารักษาหรือเพิ่มภูมิต้านทานก็แสนจะแพง แถมผู้ป่วยก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น  ทางวัดจะไม่รับก็ไม่ได้เนื่องจากมีคนพาผู้บ่วยมาทิ้งไว้​ที่หน้าประตูวัดเสมอ ซึ่งพวกเขาก็ไม่มีทางไปที่วัดก็เมตตาช่วยเหลือ แม้กระทั่งคนชราและเด็กที่คนในครอบครัวเสียชีวิต​เพราะเอดส์แล้วไม่มีใครดูแล ตอนนี้ต้องมีการส่งผู้ป่วยที่อาการดีแล้วและพอมีฐานะให้กลับบ้านบ้างแล้ว

หลวงพ่อเองต้องลงมาบิณฑบาตรที่กรุงเทพฯทุกสัปดาห์​ (สนใจดูตารางบิณฑบาตในเขตกรุงเทพประจำเดือนคลิ๊กที่นี้ค่ะ​ http://www.phrabatnampu.com/table-tour.htm ) ​สาเหตุที่หลวงพ่อต้องออกบิณฑบาตขอรับความช่วยเหลือ​ เพราะรอคนไปช่วยบริจาคถึงวัดไม่ไหวจริงๆ​เมืองไทยมีผู้ติดชื้อเอดส์มากและแนวโน้มก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับอายุของผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าอายุน้อยลงทุกที อยากให้พวกเราเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของประเทศชาติ และเป็นเรื่องของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกัน​ พวกเราสามารถช่วยได้หลายรูปแบบ สามารถบริจาคเป็นเงิน (ดีที่สุด) ยา, ผ้าอ้อม, สำลี, ของอุปโภคบริโภคต่างๆ, หนังสือ, เสื้อผ้า ฯลฯ หรือจะบริจาคผ่านธนาคารให้กับกองทุนอาทรประชานาถ ถ้าสามารถทำเป็นรายเดือนได้จะดีมาก ( เงินจะนำไปจ่ายเป็นค่ายาต้านเชื้อเอดส์ ค่าอุปกรณ์ ค่าเงินเดือนของหมอพยาบาล  พี่เลี้ยง​อาหารและรวม​ ถึงค่าน้ำและไฟภายในวัดพระบาทน้ำพุและมูลนิธิธรรมรักษ์)

หรือธนาณัติ สั่งจ่าย ดร.พระอุดมประชาทร​วัดพระบาทน้ำพุ  จ.ลพบุรี  รหัสไปรษณีย์​ 15000

โทรศัพท์  08 - 9742 - 0729 ​ต่อ​ 106 ​โทรสาร​ 0-3642 - 2600

เว็บไซต์  วัดพระบาทน้ำพุ​ / ​มูลนิธิธรรมรักษ์​ http://www.phrabatnampu.com/index.htm

ที่อยู่ ​มูลนิธิธรรมรักษ์​วัดพระบาทน้ำพุ​ ต.เขาสามยอด​ อ.เมือง  จ.ลพบุรี​ 15000 ​

โทรศัพท์​ 036 - 413 - 805 ,089 - 742 - 0730 ,089 -742 - 0731

และสุดท้ายที่พวกเราสามารถช่วยได้เดี๋ยวนี้ คือการบอกต่อถึงเรื่องนี้ โดยการช่วยส่งเมล์นี้ไปให้คนที่รู้จักทุกๆคนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์และมูลนิธิธรรมรักษ์  ขอขอบพระคุณในความมีจิตเป็นกุศลร่วมทำบุญในครั้งนี้ด้วยนะคะ...

 หลวงพ่ออลงกต​ (ดร.พระอุดมประชาทร) ​เจ้าอาวาสพระบาทน้ำพุ  จ.ลพบุรี  

 หลวงพ่ออลงกต กับ เด็กๆ​ผู้ติดเชื้อเอดส์  

 การทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วย  

 ตรวจอาการของโรคก่อนรับยา  

 พยาบาลผู้มีใจเมตตาไม่รังเกียจผู้ป่วยฯ  

 ดูแลจนลมหายใจสุดท้าย  

 เด็กๆ​ที่ติดเชื้อเอดส์ในวัดพระบาทน้ำพุบางคนต้องเผาศพพ่อแม่  

 เถ้ากระดูกผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ญาติไม่ต้องการรับไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนา​..

 ถ้าไม่ช่วยหลวงพ่อ​..​ก็อย่าเพิ่มภาระให้หลวงพ่อด้วยการสำส่อนของคุณ  

 ขอขอบคุณแทนเพื่อน​ผู้ติดเชื้อฯที่รอคอยความช่วยเหลือจากคุณด้วยนะคะ

 

 ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

มีอีกทางเลือกค่ะ บริจาคทางคะแนนสมจากบัตรเครดิต แต่ไม่รู้ทุกบัตรเครดิตรึเปล่านะคะที่เข้าร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ พี่ไฮ่ใช้ HSBC ค่ะ ปีที่แล้วต้องแลกของสะสมใช่มั๊ยคะ อ้อมให้พี่ไฮ่ ทำบุญให้พระบาทน้ำพุด้วยค่ะ ถ้ามีคะแนนเหลือ หรือไม่รู้จะใช้อะไรดี ปล่อยไว้ก็คะแนนหาย เอามาทำบุญดีกว่าค่ะ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาฤกษ์งามยามดี นัดกะเพื่อนไปไหว้พระในกรุงเทพฯกันค่ะ เพื่อนอยากไหว้พระ 9 วัดค่ะ พี่ไฮ่ใจดีช่วยหาข้อมูลให้ แต่ไม่ยอมไปด้วย

เราถึงวัดแรกคือ วัดสระเกศ และภูเขาทอง จอดรถเอาไวข้างถนน ตรงข้ามวัด เห็นคนจอดกันเยอะ ก็จอดเลย แต่อย่าลืมดูป้ายกันนิดนะคะ ว่าวันนั้นต้องจอดฝั่งไหน แล้วก็เหลือบไปเห็นป้าย ค่าจอดรถ แต่ไม่รู้จะไปจ่ายที่ไหนอ่ะ ไม่เห็นคุณตำรวจด้วย ก็เลย เลยตามเลยค่ะ (วันที่ไป วันอาทิตย์ค่ะ) สองสาวถกเถียงกันเล็กน้อย ว่าวัดนี้ควรจะเป็นวัดสุดท้าย หรือวัดแรกกันแน่ เพราะเห็นใครๆ (จากที่อ่านจากเว็ป) ส่วนมาก เค้ามาวัดนี้เป็นวัดสุดท้าย แต่เราไม่เหมือนใครค่ะ มาเป็นวัดแรกเลย เดินขึ้นภูเขาทองกันแต่เช้าเลยค่ะ ดีค่ะ แดดยังไม่ร้อนเท่าไหร่ เดินขึ้นอย่างว่องไว ไม่อยากบอกว่าเป็นครั้งแรกเลยนะคะที่มาวัดสระเกศ และเดินขึ้นภูเขาทอง

จากนั้นเราเรียกตุ๊กๆไป วัดบวรฯ กันต่อค่ะ วันนั้นมีพิธีอุปสมบทหมู่พอดี เลยอยู่แป๊บเดียว กราบพระ ขอพรเสร็จ ก็เดินออกค่ะ เราเดินทะลุบางลำพูยามเช้า ไม่ยังไม่ค่อยมีอะไรขาย ไปที่ วัดชนะสงคราม วันนี้คงจะเป็นวันดีจริงๆ ที่วัดมีพิธีอุปสมบทเช่นกันค่ะ คนเยอะค่ะ ไหว้เสร็จ ก็รีบออกอีก เรียก taxi ไปที่ ศาลหลักเมือง (ไม่ได้เรียกตุ๊กๆอ่ะค่ะ ขี้เกียจต่อรอง ราคาคงไม่หนีกันอยู่แล้ว) ทำการสักการะพระหลักเมือง เทพารักษ์ทั้ง 5 องค์ และบูชาพระประจำวันเกิดที่ศาลาพระประจำวันเกิด และที่ศาลานี้ มีการเสี่ยงทายโดยการยกพระด้วยค่ะ ถ้าสำเร็จขอให้ยกขึ้น อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ เค้ามีวิธีเสี่ยงทายแปะอยู่ข้างผนัง เราแอบดูคนอื่นเสี่ยงทายอย่างเดียวค่ะ ไม่ได้ลองเอง ดูอยู่แป๊บนึง ก็เดินไป วัดพระแก้ว กันต่อ ชาวต่างชาติยังมากมายเช่นเดิม เสียงไกด์ชาวจีนยังดังล้งเล้งอยู่เหมือนเดิม คนไทยจะสังเกตง่าย เพราะแต่งชุดดำกันเป็นส่วนใหญ่ จุดธูป เทียน ไหว้พระด้านนอกเสร็จ ก็เดินเข้าไปกราบพระ และนั่งพักเหนื่อยสักครู่ ออกมาเดินวนรอบพระอุโบสถหนึ่งรอบ ชื่นชมความงานของวัด แล้วก็เดินมาหาอะไรทานกลางวัน

จากนั้นก็มาข้ามเรือที่ท่าช้าง เพื่อข้ามมาที่ วัดระฆังฯ เข้าไปไหว้พระ ไหว้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั่งสวดพระคาถาชินบัญชรหนึ่งจบ ออกมาปล่อยหอยขม กับปลาหมอ จริงๆอยากปล่อยปลาอย่างอื่นด้วยนะคะ แต่ตามความเชื่อเค้าว่ากันว่า เมื่อปล่อยปลาชนิดใดแล้ว ก็ห้ามทานปลาชนิดนั้น ก็เลยไม่กล้าปล่อยปลาอย่างอื่นอ่ะค่ะ กลัวอดทาน (ตะกละไปหรือเปล่าเนี่ย แต่ยังมีปลาอีก 2-3 ชนิดที่มั่นใจว่าไม่ทานแน่ๆ ไว้คราวหน้าจะมาปล่อยหละ) ตอนปล่อยหอยขมก็ปกติดีค่ะ ค่อยๆเทหอยจากถัง แต่พอจะปล่อยปลาหมอนี่สิ คลื่นมากระทบฝั่งพอดี กางเกงเปียกไปครึ่งขาเลย น้ำกระเซ็นเข้าตา เข้าปากอีกต่างหาก แล้วก็ยังกลัวปลากระโดดออกจากถังอีก เก้ๆกังๆมากๆค่ะ

เสร็จแล้วก็เดินออกจากวัดมาขึ้นรถเมล์สาย 57 ไป วัดอรุณฯ กันต่อ ไม่รู้หรอกค่ะว่าต้องลงตรงไหน เลยขอให้คุณกระเป๋ารถช่วยบอกให้ ลงรถเมล์แล้วยังงงอีกว่าต้องเดินไปเข้าทางไหน ถามคนแถวนั้นอีกหน่อย ก็วัดไม่ได้อยู่ริมถนนนี่นา เดินเข้าซอยปรกวัดอรุณฯเข้าไป ถึงจะเจอค่ะ ถ้าข้ามเรือมาคงจะง่ายกว่านี้ แล้วก็เดินมาขึ้นรถ taxi เพื่อจะไป วัดกัลยาฯ ด้วยความไม่รู้ว่า วัดอยู่ใกล้กันเพียงแค่ข้ามสะพานข้ามคลองไปหนึ่งสะพานเท่านั้น จริงๆเรียกตุ๊กๆน่าจะถูกกว่านะ และไม่แน่ใจด้วยว่ารถเมล์สาย 57 จะผ่านรึเปล่าน่ะค่ะ วัดกัลยาฯเป็นอีกวัด ที่ครั้งนี้มาเป็นครั้งแรก เป็นวัดที่มีความเป็นจีนมากค่ะ เทียนที่ไหว้ เป็นเทียนแดงๆ แบบที่คนจีนใช้ไหว้เจ้าด้วยค่ะ และพระพุทธรูปข้างใน องค์โตมากด้วยค่ะ หรือที่คนจีนเรียกว่าหลวงพ่อซำปอกง ไหว้พระเสร็จ ฝนตกพรำๆ นั่งรอฝนตกและพักเหนื่อยไปในตัว

จากนั้นก็ข้ามเรือจากวัดมาที่ปากคลองตลาดค่ะ แล้วเดินมาเรื่อยๆจนถึง วัดโพธิ์ ไหว้พระเสร็จ ก็เดินเข้าไปในพระอุโบสถ เพื่อเดินชมพระนอนองค์โต ตอนเดินอยู่ได้ยินเสียงกริ๊กๆตลอดเวลา เสียงอะไรหนอ พอเดินไปด้านหลังของพระพุทธรูปถึงเห็นว่ามีบาตรอยู่ ไม่รู้ว่ามีอยู่กี่บาตรหละค่ะ เดินไปแลกเหรียญมา ใส่บาตรละเหรียญ เกินมาแค่เหรียญเดียวเท่านั้นเองค่ะ คุณป้าคนที่ตักเหรียญใส่ถ้วยค่อนข้างแม่นนะนี่

ออกมาจากวัดพยายามเรียก taxi ค่ะ แต่ไม่มีรถ taxi คันไหนรับเลย ขับผ่านไปหลายคันมากๆ คาดว่าคงจะรอแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว ใจร้ายชมัด (เหตุการณ์คล้ายๆกันเคยเกิดขึ้นแล้วค่ะ แถวๆชิดลม taxi ไม่ยอมรับคนไทยอ่ะ) ก็เลยต้องเรียกตุ๊กๆไปที่ วัดสุทัศนฯ์ แทน (ยังดีนะตุ๊กๆยอมไป) ไปถึงที่วัดก็เริ่มจะหมดแรงแล้วอ่ะค่ะ ไหว้พระเสร็จ เดินออกมาข้างนอกเห็นตุ๊กๆคันนึง ติดป้ายว่ารับเหมาไหว้พระ 9 วัดด้วย ไม่รู้เท่าไหร่นะ แต่ถ้าไม่แพงมาก ก็ถือว่าสะดวกดีเหมือนกันเนอะ ว่ามั๊ย

แล้วก็ถึงที่สุดท้ายที่จะต้องไหว้แล้วค่ะ ศาลเจ้าพ่อเสือ นั่นเอง แถวนั้นคนขายของไหว้เต็มไปหมดเลย ร้านไหนๆก็คงจะราคาเท่ากันหละค่ะ ไม่ต้องเลือกร้านก็ได้มั๊งคะ แต่ใครจะเตรียมมาเองจากบ้านก็ได้นะคะ เคยมาครั้งนึงตอนเด็กๆ จำไม่ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง คราวนี้ก็ฟังเจ้าหน้าที่เค้าอธิบาย ว่าให้ทำอะไรก่อนหลัง แล้วก็ทำตามนั้นแหละค่ะ เริ่มจากวางของไหว้กันก่อน ทั้งส้ม กระดาษเงินกระดาษทอง และของที่เซ่นองค์เจ้าพ่อเสือ จากนั้นค่อยมาจุดธูปเทียนไหว้ เทียนให้ปักข้างละอัน ธูปให้ปักกระถางละ 3 ดอก ในศาลมี 3 กระถาง ปักเสร็จแล้วให้เดินออกมาไหว้ฟ้าดิน ปักธูปอีก 3 ดอกตรงนี้ แล้วเดินกลับไปที่ประตู จะมีกระถางธูปอีกฝั่งละ 2 ข้าง ปักข้างละ 3 ดอก เป็นอันหมด จากนั้นก็ไปลา เก็บส้มไหว้ กลับมากินที่บ้านเพื่อความโชคดี เสร็จแล้วก็มาเผากระดาษเงินกระดาษทอง แล้วก็กลับไปทหน้าี่องค์เจ้าพ่อเสือ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของศาลเจ้าฯ เอาเนื้อหมูที่เราถวายถูปากท่าน เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ ทางศาลเจ้าฯประกาศด้วยว่า ใครที่อยากจะขอลูกจากเจ้าพ่อเสือ ทางศาลเจ้าฯจะมีพิธีขอลูกวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ คิดอยู่นะนี่ จะไปขอดีมั๊ย แต่ว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วต้องไปทั้งสองคนมั๊ยนะ สงสัยจัง

และเราก็มาจบกันที่ร้านมนต์นมสด ดีใจที่คนไม่แน่นจนเกินไปนะ นั่งทานขนมปังนึ่งกับสังขยา และนมหนึ่งแก้ว แล้วก็เจอคุณตุ้มเป๊ะด้วย อ้อมน่ะ ไม่ได้มองใครหรอกค่ะ แค่ได้นั่ง แอร์เย็นๆ ตอนนั้นก็ดีใจจะแย่แล้ว ถ้าคุณตุ้มเป๊ะไม่มาทัก คงไม่เห็นแน่ๆเลย (ขอโทษทีนะคะ) ก็แบบว่าเหนื่อยมากๆเลยค่ะ วันนี้สูดควันธูปไปเยอะมาก กลับมาตาแดงเลย แถมถือธูปยังไงก็ไม่รู้ ขี้ธูปเข้าจมูกตัวเองอีก ทรมานจริงๆ

เริ่มต้นประมาณ 9 โมงเช้าค่ะ กว่าจะเสร็จก็เกือบๆบ่าย 4 โมงน่ะค่ะ ถ้าขับรถเอง และรู้ทาง + รถไม่ติด และหาที่จอดรถได้ คงจะเร็วกว่านี้ค่ะ แต่แนะนำว่า อย่าเอารถไปเลยดีกว่านะคะ รถติด หาที่จอดรถไม่ได้ เดี๋ยวจะหงุดหงิดไปซะก่อน ไม่ได้บุญนะคะ

อ้อๆ ไปวันอาทิตย์ รถติดน้อยกว่าวันเสาร์ด้วยนะคะ

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

คติในการไปสักการะ (จาก forword mail และแผ่นพับของ ททท. ค่ะ)

1. วัดสระเกศ เพื่อเสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล

2. วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อขอให้ชีวิตปราศจากอันตรายทั้งปวง พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต

3. วัดชนะสงคราม เพื่อมีชัยชนะอุปสรรคทั้งปวง

4. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรันตรัย

5. วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เพื่อชื่อเสียงโด่งดัง มีคนนิยมชมชื่น

6. วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เพื่อชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน

7. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เพื่อเดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรีที่ดี

8. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อให้ร่มเย็นเป็นสุข

9. วัดสุทัศน์เทพวราราม เพื่อมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป

10. ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี

11. ศาลเจ้าพ่อเสือ เพื่อเสริมอำนาจบารมี

ป.ล. ดีใจมากที่ขึ้นภูเขาทองก่อน ไม่ได้เก็บไว้ขึ้นที่สุดท้ายค่ะ ถ้าขึ้นเป็นที่สุดท้ายคงจะขาลาก ขึ้นไม่ไหวแน่ๆเลย