Chicago

CSI: The Experience

posted on 04 Sep 2007 02:55 by ohrami  in Chicago

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดดงานไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์(อีกแล้ว)ค่ะ คราวนี้ไป Museum of Science and Industry ค่ะ

ไปคราวนี้ค่าเข้าไม่ฟรี แต่ก็อยากไป เพราะครั้งสุดท้ายที่ไปน่าจะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จำอะไรไม่ค่อยได้เลย

คราวนี้มีอะไรใหม่ๆมาให้ดูค่ะ นั่นคือ CSI: The Experience ส่วนนี้เป็นส่วนแสดงพิเศษ ต้องเสียเงินเพิ่มด้วยค่ะ

การจัดนิทรรศการนี้ เป็นการจำลองการปฏิบัติงานจากซีรี่ย์เรื่อง CSI (Crime Scene Investigation)

การเข้าชมนั้น จะจัดเป็นรอบๆค่ะ ถึงเวลา ก็ไปเข้าแถว รอเข้าไปชม

ทางเข้าเห็นป้าย "Get your assignment"

ว้าว...มีอะไรให้เล่นนะ น่าสนุกจริงๆ

นี่เลยค่ะ เค้าแจกงานให้เราสืบว่า ทำไมคนๆนั้นถึงเสียชีวิต เป็นอุบัติเหตุ หรือว่าถูกฆาตกรรม

เคสที่อ้อมได้ เคสที่ 2 ค่ะ จริงๆมีทั้งหมด 3 เคสค่ะ เค้าสุ่มแจกเอา

จากนั้นก็เข้าไปนั่งดูวีดีโอแป๊บนึง ประมาณว่าเราเป็นเด็กเข้าใหม่ งานที่ได้รับมอบหมายคือต้องไปดูจุดเกิดเหตุ ต้องทำการทดลองต่างๆ ที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ และรายงานผลให้หัวหน้าทราบค่ะ

การทดลอง ไม่ได้ทำจริงๆหรอกนะคะ เค้าจัดซุ้มเอาไว้มากมากมาย เป็นการจำลองห้องแลป และการทดสอบต่างๆ พร้อมกับรูป และคำอธิบาย พร้อมกับมีผลที่ทดสอบได้ ซึ่งเราต้องเอาไปเปรียบเทียบกับชาร์จที่เค้าจัดไว้เราก็กรอกข้อความในกระดาษที่เค้าให้มา เค้าไม่ได้บอกคำตอบนะคะ

เคสที่ได้ เป็นผู้หญิงนอนเสียชีวิตอยู่หลังโรงแรมที่เธอทำงานอยู่ค่ะ โดยมีรอยยางรถยนต์พาดผ่านกลางลำตัวของเธอ

มีการตรวจสอบมือถือของเธอ ตรวจสอบลายนิ้วมือบนสิ่งของหลายๆชิ้น

ตรวจรอยยางรถยนต์ ว่าตรงกับรถคันไหน โดยเอาตัวอย่างรถมาจากคนรู้จักของเธอ

ที่เกิดเหตุมีผงขาวๆอยู่ด้วย ก็เอามาตรวจว่าเป็นอะไร

ตรวจสอบเวลาการเสียชีวิต จากการเจริญเติบโตของแมลงที่อยู่บนตัวศพ

รับคำวินิจฉัยจากแพทย์ จากการตรวจศพว่าเสียชีวิตก่อนหรือหลังการถูกรถทับ

ตรวจ DNA เผื่อว่าตรงกับครอบครัวไหน ที่ได้แจ้งความเอาไว้ ว่าคนที่บ้านหายไป

พอเสร็จ ก็มากรอกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ เป็นการส่งงาน ถือว่าเสร็จสิ้นภาระกิจการสืบสวนสอบสวนค่ะ

หวังว่าคงจะไม่เบื่อกันนะคะ สุดสัปดาห์นี้มีเรื่องเล่าอีกเยอะเลย เพราะทำอะไรหลายอย่างมาก เดี๋ยวค่อยๆทยอยเล่านะคะ

สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์สุดท้ายของฤดูร้อนแล้วค่ะ คิดแล้วเศร้า...

ปีนี้มีวันที่อากาศร้อนจัดๆอยู่ไม่กี่วันเอง ก็ดีนะ ส่วนมากจะกลายเป็นฝนตกมากกว่า ตกอะไรกันนักหนา เดี๋ยวเข้าฤดูใบไม้ร่วงก็ตกอีก

เพราะว่าเป็นสัปดาห์สุดท้ายของฤดูร้อนนี่หละค่ะ กิจกรรมต่างๆที่ทาง City of Chicago จัด ก็จะหมดไปด้วย อ้อมจึงได้มีแรงกระตุ้นออกมาข้างนอกตอนวันธรรมดา ไม่งั้นหลังเลิกงาน กลับถึงบ้านก็ไม่อยากออกไปไหนแล้วค่ะ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไปดูหนังกลางแปลงมาค่ะ หรือชื่อที่เรียกหรูๆว่า Movie in the Park เค้าจัดเป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทุกๆวันอังคาร ไม่เสียค่าเข้าชมค่ะ

หนังที่เค้าฉายจะเป็นหนังเก่าๆเรื่องที่ได้ดูคือ The Sound of Music

หลายๆคนคงรู้จักใช่ไหมคะ ที่ Julie Andrewsแสดงเป็นนางเอกน่ะค่ะเป็นหนังเพลงที่มีแต่เพลงเพราะๆ เรื่องนี้ดูไม่รู้กี่รอบแล้ว ให้ดูอีกก็ดูได้ ไม่เบื่อเลย

บรรยากาศก่อนเริ่มฉายค่ะ หนังฉายตอน 2 ทุ่ม อ้อมมาถึงตอน 1 ทุ่ม ที่นั่งเกือบหาไม่ได้แน่ะ คนเยอะจริงๆ คงเป็นเพราะว่าอากาศดีด้วยหละ ทุกคนเลยพร้อมใจกันออกนอกบ้าน หลังจากเจอพายุหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ต่างคนต่างเตรียมเสื่อ เก้าอี้ผ้าใบ หรือจะเป็นผ้านวมก็แล้วแต่ มาปู นั่งกัน บางกลุ่มเตรียมอาหารชุดใหญ่มาดินเนอร์กันเลย บางกลุ่มโรแมนติกมาก มีการจุดเทียนแถมนั่งจิบไวน์ด้วย ส่วนอ้อมน่ะเหรอคะ โน่นเลย แวะเข้าร้านแซนด์วิช แล้วก็ถือมานั่งทานก่อนหนังจะฉายน่ะค่ะ แหะๆ

หันไปด้านข้าง ก็จะเห็นวิวตึกในชิคาโกแบบนี้ สวยเนอะคะ อ้อมกะเพื่อนนั่งทานแซนด์วิชกันไป คุยกันไป รอฟ้ามืด

มองดูคนรอบข้างแล้ว ทำให้รู้สึกว่า คนที่เมืองนี้ช่างมีความกระตือรือร้นกันจริงๆ ต้องหากิจกรรมอะไรทำตลอดเวลา คงจะเป็นเพราะว่า พออากาศเริ่มหนาว ก็คงไม่มีใครอยากออกมาทำอะไรข้างนอกแล้วหละค่ะ

ฟ้าเริ่มมืด หนังเริ่มฉายแล้ว คนปรบมือกันใหญ่เลย ปรบด้วยๆ อย่างกับดูละครเลยนะ มีปรบมือด้วย หุๆ

ใกล้ๆที่ที่อ้อมนั่ง มีกลุ่มคุณป้าอยู่กลุ่มนึง ร้องทุกเพลงเลยค่ะ ทำให้รู้สึกเหมือนไปดูคอนเสริ์ตอีกด้วยแฮะ ส่วนอ้อมน่ะเหรอ ร้องได้มั่ง ไม่ได้มั่ง แต่ก็ร้องออกมาเหมือนกันนะคะ บรรยากาศมันพาไปอ่ะค่ะ

แล้วพอเพลงจบแต่ละเพลง ทุกคนก็ปรบมือกันทุกเพลงเลย อืม...สนุกจริงๆ ชอบมากๆ

อ้อมไม่ได้อยู่จนหนังจบ เพราะว่าวันรุ่งขึ้นยังต้องไปทำงาน ถ้าดูจนจบ คงถึงบ้านราวๆเที่ยงคืน แถมคนคงจะแย่งกันขึ้นรถเมล์ รถไฟอีก ชีวิตคนเมืองที่นี่ ไม่ค่อยขับรถค่ะ เพราะค่าจอดรถมันแพงมาก

ยืนคอยรถเมล์ไป ยังเผลอฮัมเพลงไปด้วย มีความสุขจริงๆเลยค่ะ ดีใจจังที่ได้มีโอกาสมานั่งดูหนังกลางแปลงอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายน่ะ สมัยประถมโน่นแน่ะค่ะ

เคยดูหนังกลางแปลงกันไหมคะ?

ป.ล. อยากแปะเพลงด้วย แต่ทำไม่เป็นค่ะแหะๆ

What did you see in this picture?

posted on 27 Aug 2007 09:57 by ohrami  in Chicago

ไม่ได้มาสอนศิลปะค่ะ แต่เป็นความบังเอิญที่ยืนดูรูปนี้อยู่พอดี แล้วมีกลุ่มเด็กๆ อายุไม่เกิน8 ขวบ ประมาณ 7 คนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์เข้ามายืนดูด้วย จริงๆจะเดินออกแล้วหละ แต่ถูกเด็กล้อมไว้ ออกไม่ได้ เลยตกกระไดพลอยโจน ยืนฟังด้วย

เจ้าหน้าที่ถามเด็กๆว่า "เห็นอะไรในภาพนี้บ้าง?" เด็กๆยกมือกันทุกคน อยากจะตอบ เห็นแล้วชื่นใจค่ะ

แล้วเจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆป้อนคำถามเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ เช่น อัศวินคนนี้กำลังทำอะไร?, สังเกตไหมทำไมมังกรจึงตัวเล็ก?,ผู้หญิงที่ยืนอยู่เป็นใคร?ฯลฯให้เด็กๆค่อยๆลำดับความคิด และสร้างจินตนาการ ไม่มีคำว่าผิดในทุกๆคำตอบที่เด็กๆพูดออกมา

รู้สึกดีค่ะ ยืนฟังไป ยิ้มไป มีความสุข

อยากให้คุณครูเมืองไทยสอนเด็กๆแบบนี้บ้างจัง ไม่ใช่อะไรๆก็ให้แต่ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง เรียนจบแล้วลืมหมด ไม่สามารถต่อยอดอะไรได้เลย

แล้วผู้ใหญ่อย่างเราๆ เห็นอะไรในภาพนี้บ้างคะ?

ป.ล. รูปจาก Art Institute of Chicago

ภาพเขียนชื่อ Saint GeorgeKilling the Dragon

จิตรกรชื่อ Bernado Martorell, ชาวสเปน

Tornado Warning

posted on 24 Aug 2007 11:03 by ohrami  in Chicago

วันนี้มีเรื่องตื่นเต้นค่ะ

ประมาณบ่าย 3 โมงครึ่ง จากฟ้าใสๆ มีเมฆขาวๆบางๆ ถูกเมฆฝนดำๆค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ เมฆมันดำปี๋จริงๆนะคะ ดำประมาณที่เห็นในรูปนี้แหละค่ะ

หลังจากที่เมฆดำเข้าปกคลุมจนทั่ว ฝนก็ตกหนักมาก แถมลมแรงอีกต่างหาก อ้อมทำงานอยู่ชั้น 19 ค่ะ โต๊ะทำงานติดกับหน้าต่างซึ่งเป็นกระจกยาวตั้งแต่เพดานจรดพื้น ทำให้รู้สึกถึงความแรงของลมขนาดกระจกสั่น แล้วก็ได้ยินเสียงหวูดซึ่งเป็นสัญญาณเตือนทอร์นาโด(Tornado Warning)จึงได้เกิดการอพยพ (Evacuate)ออกจากที่ทำงาน

ขั้นแรกเค้าให้ออกห่างจะกระจกก่อน เราไปรวมกันอยู่ตรงกลางของตึกแถวๆประชาสัมพันธ์จากนั้นก็ทยอยเดินลงบันไดจนถึงชั้น 1 และถ้าเกิดทอร์นาโดขึ้นจริงๆ ก็จะต้องลงไปอยู่ชั้นใต้ดินกันเลย

ตื่นเต้นค่ะ เอ๊ะ..แล้วเราจะต้องเอาอะไรไปบ้างนี่ คอมก็ยังไม่ได้ปิด เอาสมุดทับเอกสารไว้ กระดาษมันจะปลิวมั๊ยหว่า หลายคำถามเกิดขึ้นในใจสรุป หยิบแค่กระเป๋าสะพายของตัวเองเท่านั้น อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง แต่ก็คิดว่า กระจกมันคงไม่แตกกันง่ายๆหรอก

ตอนเดินลงนั้น ได้เจอกับเพื่อนร่วมตึกมากมาย เพราะทุกคนก็พร้อมใจกันเดินลงบันได ไม่มีใครใช้ลิฟท์ค่ะ เพราะไปอาจจะดับ ลิฟท์ไม่ทำงาน ยิ่งลำบากไปกันใหญ่

ตอนเดินลงก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ค่ะ ก็ไม่เคยเจอแบบนี้นี่นา เคยแต่ซ้อมหนีไฟ ไม่เคยมีซ้อมหนีทอร์นาโด

แต่พอลงมาถึงชั้น 1 รปภ.ที่คุมตึกบอกให้กลับขึ้นไปที่ทำงานได้แล้ว เค้าบอกว่าแค่ลมแรง ฟ้าผ่า (Severe Thunder Strom) ลงตรงไหนสักที่ แล้วสัญญาณเตือนทอร์นาโดดังขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ (False Alarm) ไม่ได้เกิดทอร์นาโดในชิคาโกจริงๆ

อ้าว...เลยอดอู้งานเลย ต้องกลับไปทำงานต่อเหรอเนี่ย

กลับมาบ้าน นั่งเช็คข่าวความเสียหายที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าบ่ายวันนี้มีพายุพัดผ่านชิคาโก 3 ลูก ก่อให้เกิดความเสียหายต้นไม้ล้มมาทับรถ ทับบ้านหลังคาบ้านปลิวมาตกลงบนถนน น้ำท่วมฉับพลัน ฯลฯ

เฮ้อ...ผลพวงทั้งหมด อ้อมว่ามันเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ไปทำร้ายโลกของเราไว้มาก ตอนนี้ก็เลยต้องรับผลกรรมที่เคยทำเอาไว้ โลกร้อนขึ้นนั่นเอง

ผลกระทบเกิดขึ้นทั่วโลก เรียกว่าโดนกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ให้มีเงิน มีอำนาจล้นฟ้า ยังไงก็ไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้

เมื่อไหร่ทุกคนจะหันมาดูแล เอาใจใส่โลกของเราเพิ่มขึ้นนะ?ค่อยๆทำกันคนละนิด สักวันมันต้องดีขึ้นสินะ

ป.ล. รูปจาก Chicago Tribune เช่นเคยค่ะ

สาเหตุที่อดดู Air & Water Show

posted on 20 Aug 2007 02:22 by ohrami  in Chicago

เมื่อวานนี้ (วันเสาร์) อดดูยังพอไหว แต่วันอาทิตย์ฝนตกหนักกว่าเดิม อดดู Air & Water Show แน่นอน ทำเอาจ๋อยเลย ต้องอยู่บ้านทั้งวัน ขอบ่นหน่อยนะคะ

สีเหลืองๆ เขียวๆนั่นคือกลุ่มเมฆฝนที่พาดผ่านชิคาโก สีเหลืองก็ตกหนักหน่อย สีเขียวก็ตกเบาบางลง ไล่ดูระดับความหนักเบาได้จากแถบสีทางซ้ายมือค่ะ

ทำอะไรไม่ได้นิ เลยเข้าไปดูในหนังสือพิมพ์ Chicago Tribuneออนไลน์ เผื่อจะมีภาพเครื่องบินสวยๆที่ถ่ายเมื่อวันเสาร์

ได้ภาพหนูน้อยยืนกางร่ม ดูเครื่องบินแทน

ลมแรงด้วย คลื่นกระทบฝั่ง น้ำกระจายเลย แต่ฝูงบินก็ยังบินอยู่

ภาพนี้เค้าถ่ายตอนฝึกบินเมื่อวันศุกร์ จากซ้ายไปขวา Air Force F-22 Raptor, P-51 Mustang และF-15 Eagle

รูปนี้จากตอนฝึกเหมือนกันค่ะ เป็นทีม Aeroshell Aerobatic

ป.ล. ภาพ และข้อมูลจาก Chicago Tribuneค่ะ