Orm-Trips

ฤกษ์งามยามดี ลาหยุดพักผ่อน อ้อมไปหาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานเป็นปี ครั้งสุดท้ายจำได้ว่าเพื่อนท้องลูกคนที่สามอยู่ ยังไม่ได้มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานชายคนเล็กเลย และถ้าไม่ไปตอนนี้ เห็นทีคงจะไม่ได้มีโอกาสเจอกันอีกนานทีเดียว

ออกเดินทางเมื่อวันที่พฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน ตื่นแต่เช้าตรู่ ขอให้น้องคนหนึ่งไปส่งที่สนามบิน OHare ขอแบบทรมานน้องเล็กน้อย เพราะว่าเครื่องออกตอน 8 โมงเช้า ก็ต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่ 6 โมงเช้า แปลว่าน้องก็ต้องตื่นประมาณตี 5 และออกจากบ้านตี 5 ครึ่ง ใช้เวลาจากบ้านไปสนามบิน ครึ่งชั่วโมง โอ๊ย...เวลาเหลือเฟือ ขับรถตอนเช้ามืดขนาดนี้

แต่ระหว่างทางมีการทำทาง แบบว่าถอดสะพานออกไปทั้งอัน เอ๋อไปเล็กน้อย ทั้งพี่ทั้งน้อง แล้วเราจะข้ามไปได้อย่างไร แบบว่าขับไปเจอทางตัน โชคดีมีรถข้างหน้า ขับเลี้ยวอ้อมไปอีกทาง เลยตามเค้าไป หลุดมาได้ก็หลงทิศอีกเล็กน้อย หุหุ กว่าจะกลับมาบนเส้นทางไปสนามบินต่อ

แล้วก็ต้องเอ๋อเป็นรอบที่สองว่า ทำไมในสนามบินรถติดจัง เครื่องที่จะขึ้นอยู่ Terminal3 แต่ต้องขับรถวนตั้งแต่ Terminal 1 เข้าไปแล้วก็ถึงบางอ้อว่า ทางสนามบินทำการปรับปรุงอาคารนั่นเอง ถนนจึงปิดไปหนึ่งช่องทาง รถเลยติดเป็นขบวนขนาดนี้ สรุปเวลาที่ใช้ในการขับรถจากบ้านมาถึงสนามบิน กับเวลาขับรถจาก Terminal 1 ไป Terminal 3 ใช้เวลาพอๆกัน

นึกปลอบใจตัวเองเล็กน้อยว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปเช็คอินที่ตู้ Self service ดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปต่อแถวยาวๆ ไหนๆก็มี e-ticket แล้วนี่ เช็คอินเสร็จก็ต้องเอากระเป๋าไปเอ็กซ์เรย์ แล้วก็เกิดอาการงงน่ะ เข้าแถวไหนกันนี่ ทำไมแถวมันช่างยาวขนาดนี้ หาปลายแถวตั้งนาน ถามคนที่ต่อแถวอยู่ เค้าก็บอกแถวนี้แหละที่รอเอากระเป๋าไปเช็คอิน ก็เลยเอ๋อเป็นรอบที่สาม เห็นแถวแล้วเศร้า จะไปขึ้นเครื่องทันไหมนี่ เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ ไหนจะต้องต่อแถวตรงนี้ แล้วยังจะต้องไปต่อแถวตรวจเอกสารและผ่านเครื่องตรวจโลหะอีก ดูแถวสิ โค้งไปโค้งมาเป็นงูเลื้อยเลย เฮ้อ...

และแล้วก็เกิดสะดุดใจกับ tag ที่ติดอยู่กับตัวกระเป๋าว่ากระเป๋าใบนี้จะเดินทางไปไหน ที่เจ้าหน้าที่จะติดให้หลังจากที่เราเช็คอินแล้ว ไม่เห็นมีใครมี tag แบบเราเลยนี่นา แปลกๆอยู่นะ เลยบอกคนข้างหลัง ขอให้ช่วยจองที่ให้หน่อย จะไปสังเกตการณ์สักครู่ และแล้วก็ต้องยิ้มเมื่อคนที่ตรวจกระเป๋าเรียกให้เข้าไปอย่างง่ายดาย ไม่มีแถวสักหน่อย พอส่งกระเป๋าไปให้คนตรวจ ก็กลับมาขอบคุณคนที่จองที่ให้

จากนั้นก็ไปเข้าแถวอีกครั้ง เพื่อที่จะตรวจเอกสารครั้งสุดท้าย และเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ ไม่รู้ว่าโชคไม่เข้าข้างหรืออย่างไร เดินตามหลังคุณแขก เห็นไหมนั่น โพกหัวอยู่ทางซ้ายมือน่ะค่ะ

โอ้ว...กลิ่นเหลือหลายมากๆ กลั้นลมหายใจไปหลายรอบ แทบขาดใจ ตอนแรกนึกว่าเราอุปทานไปเองหรือเปล่า ที่เวลาเจอแขกมักเป็นเช่นนี้ แต่พอคุณแขกเดินผ่านเจ้าหน้าเท่านั้น คุณเจ้าหน้าที่คนผิวสองสีคนหนึ่งตะโกนโวยวายกับกลิ่นนี้เช่นกัน ไม่มีการไว้หน้ากันเลย

ในที่สุดก็ผ่านมาได้ ได้ทานอาหารเช้าสักที ต้องทานสิคะ เพราะเดี๋ยวนี้บนเครื่องไม่มีอาหารแจกแล้วนี่นา ตอนแรกกะว่าจะทาน bagel ที่ร้านนี้หละง่ายๆ แต่เห็นแถวแล้วท้อ ทำไมยังต้องต่อแถวอีก

เพราะฉะนั้นอาหารเช้าจะเป็นอะไรไปได้นอกจากแม็คโดนัล

จัดการกับอาหารเช้าเสร็จก็ไปคอยขึ้นเครื่องดีกว่า ว่าแล้วก็ถ่ายรูปเครื่องบินสักหน่อย

ตรงทางเดินไปที่ gate มีธงหลายๆชาติแขวนอยู่ด้วย แต่ทำไมไม่มีธงชาติไทยหนอ

เครื่องขึ้นหละ มองลงมาข้างล่าง เห็นถนนพันกันไปมาอย่างน่าสับสน

พอเครื่องไต่ระดับได้ที่ ลองมองลงมาข้างล่างไม่เห็นพื้นดิน แต่เห็นปุยเมฆสีขาวน่าจับเล่นจริงๆ

ถึงสนามบิน Raleigh-Durham โดยสวัสดิภาพ แต่ทำไมเจ้าหน้าที่บนเครื่องไม่ยอมเปิดประตูให้ออกซะทีนะ เลยนั่งมองเจ้าหน้าที่ขนกระเป๋า ค่อยๆลำเลียงกระเป๋าออกจากเครื่องบินรอไปก่อน

และแล้วก็มีโทรศัพท์เข้ามา ไอ้เราก็นึกว่าเพื่อนสุดที่รักโทรมา แต่ดันกลายเป็นหัวหน้าโทรมาถามเรื่องงานซะงั้น เซ็งเล็กน้อย หัวหน้ายังมีการมาถามอีก อยู่ที่ไหน เลยตอบกลับไปว่า เครื่องเพิ่งจะแตะพื้นเมื่อสักครู่ แล้วก็เพิ่งจะเปิดมือถือนี่แหละค่ะ

รอกระเป๋าแป๊บนึง เพื่อนก็มารับพร้อมกับ 2 หนุ่มน้อย

น้อง Kaz ลูกคนกลาง ใส่เสื้อเหลือง "เรารักในหลวงด้วย" ทันสมัยจริงๆ

น้อง Rei น้องคนเล็ก เด็กผู้ชายอะไรไม่รู้ ขนตายาวมาก จนแอบอิจฉาเด็ก เอิ๊กๆ

ส่วนพี่สาวคนโต น้อง Katie ไม่อยู่ ไปเข้า day camp กับเพื่อน เย็นๆถึงจะกลับ

วันที่สองใน Raleigh วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน

วันนี้ช่วงเช้าเล่นกับหลานๆ พอตอนบ่ายแตง เพื่อนที่แสนใจดี ขับรถพาไปเมือง Goldsboro เพื่อไปหาพี่ศรา ที่รู้จักกันทางอินเตอร์เน็ตนี่หละ

Goldsboro อยู่ห่างจาก Raleigh ประมาณหนึ่งชั่วโมง เราขับกันไปได้ครึ่งทาง ฝนตกหนักมาก หนักขนาดเปิดที่ปัดน้ำฝนเร็วที่สุดแล้ว ยังแทบจะไม่เห็นทางเลย มีรถหลายคันหลบจอดข้างทาง แต่แตงสามารถค่ะ ค่อยๆคลานขับไปเรื่อยๆ ส่วนสองหนุ่มน้อยก็นั่งหลับกันไปไม่รู้เรื่อง และไม่งอแง

ลูกๆบ้านนี้ ต้องพานั่งรถ เพื่อให้หลับน่ะจ้ะ เลยเคยชินกับการอยู่บนรถนานๆ

พอมาถึง พี่แก้ว เพื่อนของพี่ศราโทรมาหาพอดี บอกให้ไปรับหน่อย เพิ่งจะเลิกงานกะบ่าย ก็เลยออกจากบ้านกัน

ตรงนี้ถ่ายจากหน้าบ้านพี่ศรา ฟ้าอึมครึมมาก เมฆฝนเริ่มมา

พี่ศราตั้งใจจะพาไปชมกองบินของทหารอากาศ Seymour Johnson Air Force Base ที่เราสามารถเข้าไปได้ เพราะสามีพี่เค้าเป็นนักบินนั่นเอง แต่โชคไม่เข้าข้าง ฝนเจ้ากรรมตามไล่หลังมาตกต่ออีกรอบ คราวนี้มากับฟ้าแลบอีกต่างห่าง เลยอดถ่ายรูปกองบินมาอวดเลย

ก็เลยเปลี่ยนแผน มาทำอาหารกันดีกว่า พี่แก้วเป็นคนทำค่ะ ส่วนอ้อมน่ะเหรอ เป็นแค่เด็กล้างผักค่ะ

อาหารตามคำขอจากผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างเรา จะเป็นอื่นไปได้อย่างไร นอกจากไก่ย่าง ส้มตำ และหมูน้ำตก ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วง

โอว...ไม่เคยได้ทานอาหารทำเองครบเครื่องอย่างนี้มานานแล้ว มีใส่ใบแพ้วด้วย ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกรึเปล่านะคะ ใบเล็กๆเรียวๆ ปลายแหลมๆน่ะค่ะ ไม่เคยทานใบนี้มาก่อน แต่พี่เค้าเอาลงไปคลุกในหมูน้ำตกด้วยน่ะ กลิ่นแปลกๆ แต่อร่อยดี เจ้าใบนี้น่ะ พี่ศราปลูกไว้เองหลังบ้านด้วยนา

ไม่มีรูปบ้าน แต่มีรูปอาหารคาวมาอวดค่ะ อาหารหวานก็ไม่มีรูป เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกะการทำข้าวเหนียวมูล เลยลืมถ่าย คราวนี้รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ต่อไปไม่ต้องง้อร้านไทยแล้วหละค่ะ

ปีกไก่ย่าง หน้าตาดูดี รสชาดกลมกล่อม

ส้มตำมะละกอ ผสมแครอท สีสันสวยงาม รสแซบ

หมูน้ำตก รสอร่อย ได้กลิ่นแล้วน้ำลายไหลจัดแต่งสวยงาม ถึงขั้นแกะสลักแครอทเป็นดอกไม้ ไม่ใช่ฝีมืออ้อมหรอกค่ะ แหะๆ

ตั้งโต๊ะแล้ว มีผักแกล้ม พร้อมข้าวสวย และข้าวเหนียวด้วยค่ะ

ขากลับพี่ศรากับสามีขับรถมาส่งที่บ้านแตง กลับมาเจอน้อง Kaz ยังไม่ยอมนอน รอเล่นไฟเย็นด้วยกัน เลยต้องออกไปเล่นกันเล็กน้อย ก่อนเข้านอน

สองพ่อลูก กำลังจุดไฟเย็นกันอยู่

คุณพ่อทำได้เป็นวงเลย

ส่วนคุณลูกก็เกือบเป็นวงเหมือนกันนะเนี่ย (จริงๆแล้ว คนถ่ายไม่ได้เรื่องต่างหาก แหะๆ)

เล่นหมด 2 ห่อ ก็ได้เวลาไปนอนแล้วจ้า

ทริปนี้ไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้วค่ะ ตอนเริ่มฤดูใบไม้ผลิ ที่ดอกไม้ ต้นไม้ทั้งหลายพากันผลิดอก ออกใบกันใหญ่ รวมถึงเจ้าดอกทิวลิปด้วย

การปลูก เริ่มต้นฝังหัวทิวลิปตั้งแต่ตอนปลายฤดูใบไม้ร่วง หรือตอนต้นฤดูหนาวของปีที่แล้ว เพื่อให้ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ค่ะ ดอกทิวลิปบานปีละครั้งเท่านั้น พลาดแล้วพลาดเลย ต้องรอดูปีต่อไป

สวนที่ไปอยู่ที่เมืองฮอลแลนด์ รัฐมิชิแกน ซึ่งอยู่ไม่ไกลชิคาโกนัก ขับรถประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ ที่เมืองนี้จะมีเทศกาลดอกทิวลิปทุกปี

กังหันลมขนาดย่อม รอต้อนรับอยู่ตรงทางเข้า

ทิวลิปสีม่วงอ่อน มากันทั้งแปลงเลย

ทิวลิปสีม่วงเข้ม

ทิวลิปสีเหลืองอ่อน

ทิวลิปสีเหลืองเข้ม

ทิวลิปสีแดงขลิบขาว

ทิวลิปสีขาวขลิบชมพูเข้ม ชอบดอกนี้จัง

ทิวลิปสีเหลืองชมพู กลีบดอกไม่เหมือนข้างบน พันธุ์นี้ปลายกลีบแหลม

รูปนี้สีส้มสะใจ

นี่ก็อีกพันธุ์นึง ในก้านเดียวมีหลายดอก

ภาพสุดท้าย ทิวลิปสีส้มอมเหลือง

ลืมบอกไป ในสวนนี้ห้ามเด็ดดอกไม้นะคะ ใครเด็ดปรับดอกละร้อยเหรียญค่ะ

ไว้คราวหน้า จะไปถ่ายต้นไม้ใบหญ้ามาให้ดูอีกนะคะ

ทริปนี้เก็บตกจากการไปเที่ยวเยี่ยมเพื่อนที่ Raleigh ค่ะ จริงๆเราตั้งใจจะไปเที่ยวทะเลกัน แต่ฝนตกเลยเปลี่ยนแผน มาดูเรือรบแทนค่ะ

USS North Carolina เป็นเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และปลดประจำการแล้ว (ใช้คำถูกมั๊ยนี่) ตอนนี้เลยกลายเป็น National Historic Landmark ให้ได้เรียนรู้ ศึกษาความเป็นอยู่ของทหารเรือ และเพื่อระลึกถึงผู้กล้าที่ได้ใช้ชีวิตในเรือลำนี้ด้วยค่ะ

ตอนไปถึงนั้น 6 โมงเย็นแล้ว ที่นี่ปิดบริการตอน 2 ทุ่ม เหอๆ มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น จะเดินหมดไหมนี่

การเดินดูเรือลำนี้ เป็นแบบให้เดินเอง (self-guided)ไม่มีคนคอยบรรยายค่ะ ค่อยๆเดินตามลูกศรไปเรื่อยๆไม่หลงแน่ ตามมาเลยค่ะ (ทนดูหน่อยแล้วกันนะคะ คนพาเที่ยวก็ความรู้น้อยนิดมากๆ กับศัพท์แสงทางทหาร เพราะฉะนั้นดูแต่รูปค่ะ หุหุ)

16 Inch Turret ค่ะ แปลเป็นภาษาไทยไม่ออก(มันคือปืนใหญ่ 16 นิ้ว ใช่ป่าวคะ) อยู่ทางด้านหลังเรือ ด้านหน้าเรือก็มีเหมือนกันค่ะ

เข้าไปดูในห้องควบคุมปืนใหญ่นี่ด้วย มันน่าอึดอัดมากค่ะ ที่แคบสุดๆ ถ้าทำงานจริงๆ คงจะร้อนน่าดูด้วยหละ

กองทัพเดินด้วยท้อง ใช่ไหมคะลงมาในตัวเรือ อย่างแรกที่เจอคือห้องครัว ใหญ่โตมาก นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของครัวเท่านั้น ค่ะ

ยังมีเครื่องผสมแป้งอันโตๆ โต๊ะยาวๆเอาไว้นวดแป้งด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนในร้านเบเกอรี่มากๆ

แล้วก็โต๊ะทานข้าวค่ะ

แล้วก็มีห้องนอนของทหารชั้นผู้น้อยค่ะ โอ้ว...แขวนเรียงกัน 4 ชั้น ใครพลิกทีกระเทือนกันหมดและห้อยติดๆกันอย่างนี้เป็นตับเลยค่ะ(ขอบอกว่าเข้ามาในห้องนี้แล้วรู้สึกหลอนๆค่ะ ดูสิ เตียงนอนเหมือนยังมีคนนอนอยู่จริงๆ ยังไงก็ไม่รู้)

แล้วก็มาถึงห้องน้ำกันบ้าง นี่ก็ที่ล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด

ส้วมค่ะ

ที่อาบน้ำ

มีป้ายบอกไว้ว่าให้ประหยัดน้ำ และวิธีอาบน้ำด้วย (เห็นแล้วนึกถึงเอนทรี่ของคุณเจ้าชายน้อย "เรื่องของทหารเรือ กับ น้ำ" )

มีร้านตัดผม

มีที่ทำการไปรษณีย์

ตู้ไปรษณีย์ก็มีค่ะ

ห้องผ่าตัด

ห้องทำฟันยังมีเลยค่ะ

รูปเยอะมาก เดี๋ยวมาต่อตอนที่ 2 นะคะ กลัวจะโหลดกันจนเบื่อซะก่อน

ตอนนี้ได้เห็นความเป็นอยู่ของทหารเรืออเมริกันกันแล้ว ตอนหน้าเดี๋ยวพาไปดูห้องเครื่องกันต่อค่ะ

มาเที่ยวกันต่อกับเรือรบ USS North Carolina นะคะ ตอนที่แล้ว พาเที่ยวเรือรบ USS North Carolina ตอนที่ 1 เราได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของทหารเรืออเมริกันกันแล้ว คราวนี้มาดูห้องทำงานบ้างดีกว่าค่ะ

จริงๆน่าจะขอความช่วยเหลือจากคุณเจ้าชายน้อย ทหารเรือคนเก่ง (2 เอนทรี่นี่อ้างอิงตลอด หุหุ)มาช่วยอธิบายว่าอะไรเป็นอะไร เพราะอ้อมสามารถแต่ถ่ายรูป เอิ๊กๆ

มาดูกันที่ห้องเครื่องดีกว่าค่ะ ลงไปข้างล่างอีกชั้นนึงจากตอนที่แล้ว

วาล์ว และ เกจอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด

ที่เห็นตรงนี้รู้สึกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับระบบการหมุนเวียนอากาศภายในเรือ

อันนี้ก็เครื่องอะไรก็ไม่รู้ เอ้อ..เศร้าจริง อธิบายไม่ได้

มาดูห้องโหลดลูกระเบิดดีกว่า

นี่ก็หัวระเบิด แบบว่าเยอะมาก เรียงกันเป็นตับเลย เห็นแล้วกลัวค่ะ

นี่ก็อีกหนึ่งในห้องทำงาน

อยู่ข้างล่างนานๆ ไม่ไหวแล้วค่ะ ขึ้นไปข้างบนดีกว่าค่ะ

วู้...ออกมาข้างนอกแล้วค่อยยังชั่วหน่อย ตรงนี้เป็นส่วนของหัวเรือค่ะ มีทั้งปืนใหญ่ (Turret)และปีนกล (เรียกอย่างนี้รึเปล่า (20mm Anti-aircraft guns))

สมอเรืออันโตค่ะ

ปิดท้ายด้วย น้องKaz ลูกชายเพื่อน อยากเล่นปืนเอามากๆ

เสียดายค่ะที่เวลาไม่พอ เลยไม่ได้ขึ้นไปดูห้องบังคับการ เศร้ามากค่ะ

ตอนอยู่แถวๆห้องเครื่องนั้น วิ่งไป ถ่ายรูปไปค่ะ เหลือเวลาอีก 10 นาที จะหมดเวลา เลยไม่ค่อยได้อ่านว่าอะไรเป็นอะไร ก็ใจมันหายวูบ กลัวถูกขังอยู่ในเรือ จะย้อนเดินทางเก่าก็ไม่ได้ ก็ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ จนได้ออกมาข้างนอกน่ะค่ะ เหนื่อยมาก ขึ้นบันได ลงบันไดไปหลายรอบ ในที่สุดก็ออกมาได้

จบแล้วค่ะ ทริปเที่ยวเรือรบ

ขออภัยที่ไม่สามารถอธิบายอุปกรณ์ต่างๆได้นะคะ