Raleigh Trip - ไปสนามบิน กับความเอ๋อๆ
posted on 15 Jul 2007 08:49 by ohrami in Orm-Tripsฤกษ์งามยามดี ลาหยุดพักผ่อน อ้อมไปหาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานเป็นปี ครั้งสุดท้ายจำได้ว่าเพื่อนท้องลูกคนที่สามอยู่ ยังไม่ได้มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานชายคนเล็กเลย และถ้าไม่ไปตอนนี้ เห็นทีคงจะไม่ได้มีโอกาสเจอกันอีกนานทีเดียว
ออกเดินทางเมื่อวันที่พฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน ตื่นแต่เช้าตรู่ ขอให้น้องคนหนึ่งไปส่งที่สนามบิน OHare ขอแบบทรมานน้องเล็กน้อย เพราะว่าเครื่องออกตอน 8 โมงเช้า ก็ต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่ 6 โมงเช้า แปลว่าน้องก็ต้องตื่นประมาณตี 5 และออกจากบ้านตี 5 ครึ่ง ใช้เวลาจากบ้านไปสนามบิน ครึ่งชั่วโมง โอ๊ย...เวลาเหลือเฟือ ขับรถตอนเช้ามืดขนาดนี้
แต่ระหว่างทางมีการทำทาง แบบว่าถอดสะพานออกไปทั้งอัน เอ๋อไปเล็กน้อย ทั้งพี่ทั้งน้อง แล้วเราจะข้ามไปได้อย่างไร แบบว่าขับไปเจอทางตัน โชคดีมีรถข้างหน้า ขับเลี้ยวอ้อมไปอีกทาง เลยตามเค้าไป หลุดมาได้ก็หลงทิศอีกเล็กน้อย หุหุ กว่าจะกลับมาบนเส้นทางไปสนามบินต่อ
แล้วก็ต้องเอ๋อเป็นรอบที่สองว่า ทำไมในสนามบินรถติดจัง เครื่องที่จะขึ้นอยู่ Terminal3 แต่ต้องขับรถวนตั้งแต่ Terminal 1 เข้าไปแล้วก็ถึงบางอ้อว่า ทางสนามบินทำการปรับปรุงอาคารนั่นเอง ถนนจึงปิดไปหนึ่งช่องทาง รถเลยติดเป็นขบวนขนาดนี้ สรุปเวลาที่ใช้ในการขับรถจากบ้านมาถึงสนามบิน กับเวลาขับรถจาก Terminal 1 ไป Terminal 3 ใช้เวลาพอๆกัน
นึกปลอบใจตัวเองเล็กน้อยว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปเช็คอินที่ตู้ Self service ดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปต่อแถวยาวๆ ไหนๆก็มี e-ticket แล้วนี่ เช็คอินเสร็จก็ต้องเอากระเป๋าไปเอ็กซ์เรย์ แล้วก็เกิดอาการงงน่ะ เข้าแถวไหนกันนี่ ทำไมแถวมันช่างยาวขนาดนี้ หาปลายแถวตั้งนาน ถามคนที่ต่อแถวอยู่ เค้าก็บอกแถวนี้แหละที่รอเอากระเป๋าไปเช็คอิน ก็เลยเอ๋อเป็นรอบที่สาม เห็นแถวแล้วเศร้า จะไปขึ้นเครื่องทันไหมนี่ เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ ไหนจะต้องต่อแถวตรงนี้ แล้วยังจะต้องไปต่อแถวตรวจเอกสารและผ่านเครื่องตรวจโลหะอีก ดูแถวสิ โค้งไปโค้งมาเป็นงูเลื้อยเลย เฮ้อ...

และแล้วก็เกิดสะดุดใจกับ tag ที่ติดอยู่กับตัวกระเป๋าว่ากระเป๋าใบนี้จะเดินทางไปไหน ที่เจ้าหน้าที่จะติดให้หลังจากที่เราเช็คอินแล้ว ไม่เห็นมีใครมี tag แบบเราเลยนี่นา แปลกๆอยู่นะ เลยบอกคนข้างหลัง ขอให้ช่วยจองที่ให้หน่อย จะไปสังเกตการณ์สักครู่ และแล้วก็ต้องยิ้มเมื่อคนที่ตรวจกระเป๋าเรียกให้เข้าไปอย่างง่ายดาย ไม่มีแถวสักหน่อย พอส่งกระเป๋าไปให้คนตรวจ ก็กลับมาขอบคุณคนที่จองที่ให้
จากนั้นก็ไปเข้าแถวอีกครั้ง เพื่อที่จะตรวจเอกสารครั้งสุดท้าย และเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ ไม่รู้ว่าโชคไม่เข้าข้างหรืออย่างไร เดินตามหลังคุณแขก เห็นไหมนั่น โพกหัวอยู่ทางซ้ายมือน่ะค่ะ

โอ้ว...กลิ่นเหลือหลายมากๆ กลั้นลมหายใจไปหลายรอบ แทบขาดใจ ตอนแรกนึกว่าเราอุปทานไปเองหรือเปล่า ที่เวลาเจอแขกมักเป็นเช่นนี้ แต่พอคุณแขกเดินผ่านเจ้าหน้าเท่านั้น คุณเจ้าหน้าที่คนผิวสองสีคนหนึ่งตะโกนโวยวายกับกลิ่นนี้เช่นกัน ไม่มีการไว้หน้ากันเลย
ในที่สุดก็ผ่านมาได้ ได้ทานอาหารเช้าสักที ต้องทานสิคะ เพราะเดี๋ยวนี้บนเครื่องไม่มีอาหารแจกแล้วนี่นา ตอนแรกกะว่าจะทาน bagel ที่ร้านนี้หละง่ายๆ แต่เห็นแถวแล้วท้อ ทำไมยังต้องต่อแถวอีก

เพราะฉะนั้นอาหารเช้าจะเป็นอะไรไปได้นอกจากแม็คโดนัล

จัดการกับอาหารเช้าเสร็จก็ไปคอยขึ้นเครื่องดีกว่า ว่าแล้วก็ถ่ายรูปเครื่องบินสักหน่อย

ตรงทางเดินไปที่ gate มีธงหลายๆชาติแขวนอยู่ด้วย แต่ทำไมไม่มีธงชาติไทยหนอ

เครื่องขึ้นหละ มองลงมาข้างล่าง เห็นถนนพันกันไปมาอย่างน่าสับสน

พอเครื่องไต่ระดับได้ที่ ลองมองลงมาข้างล่างไม่เห็นพื้นดิน แต่เห็นปุยเมฆสีขาวน่าจับเล่นจริงๆ

ถึงสนามบิน Raleigh-Durham โดยสวัสดิภาพ แต่ทำไมเจ้าหน้าที่บนเครื่องไม่ยอมเปิดประตูให้ออกซะทีนะ เลยนั่งมองเจ้าหน้าที่ขนกระเป๋า ค่อยๆลำเลียงกระเป๋าออกจากเครื่องบินรอไปก่อน

และแล้วก็มีโทรศัพท์เข้ามา ไอ้เราก็นึกว่าเพื่อนสุดที่รักโทรมา แต่ดันกลายเป็นหัวหน้าโทรมาถามเรื่องงานซะงั้น เซ็งเล็กน้อย หัวหน้ายังมีการมาถามอีก อยู่ที่ไหน เลยตอบกลับไปว่า เครื่องเพิ่งจะแตะพื้นเมื่อสักครู่ แล้วก็เพิ่งจะเปิดมือถือนี่แหละค่ะ
รอกระเป๋าแป๊บนึง เพื่อนก็มารับพร้อมกับ 2 หนุ่มน้อย
น้อง Kaz ลูกคนกลาง ใส่เสื้อเหลือง "เรารักในหลวงด้วย" ทันสมัยจริงๆ

น้อง Rei น้องคนเล็ก เด็กผู้ชายอะไรไม่รู้ ขนตายาวมาก จนแอบอิจฉาเด็ก เอิ๊กๆ

ส่วนพี่สาวคนโต น้อง Katie ไม่อยู่ ไปเข้า day camp กับเพื่อน เย็นๆถึงจะกลับ














































