Our-Trips

เที่ยวแบบสบายๆ ใน 1 วัน ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยค่ะ

ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายสำหรับจังหวัดเลยแล้วหละค่ะ หลังจากดองมานานมากๆ

เริ่มต้นตอนสายๆ หลังเพิ่มพลังอาหารเช้ากันแล้ว เราขับรถไปที่วัดพระธาตุศรีสองรัก สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองด่านซ้ายกันค่ะ

พระธาตุนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2103 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2106 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นสักขีพยานแสดงความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกัน กับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์)

ข้อห้ามในการเข้าสักการะพระธาตุศรีสองรัก

1. ห้ามสวมใส่สีแดง (เพราะสีแดงถือว่าเป็นสีของเลือด และสงคราม)

2. ห้ามกางร่ม

3. ห้ามนำอาหารหรือขนมขึ้นไปรับประทาน

4. ห้ามสวมใส่รองเท้าขึ้นบนพระธาตุ

5. ห้ามผู้หญิงเข้าไปในบริเวณเขตพระธาตุ (ขึ้นไปสักการะ และอยู่รอบๆได้ค่ะ แต่ห้ามเดินเข้าไปหลังกำแพงที่สร้างรอบๆพระธาตุ)

อันดับแรก เราต้องถอดรองเท้ากันตั้งแต่เชิงบันไดเลยค่ะ เดินขึ้นไปไม่ร้อนค่ะ เพราะเค้ามีแผ่นยางปูพื้นไว้ให้ (แต่ไม่แน่ใจนะคะว่า ถ้าไปตอนกลางวัน แดดเปรี้ยงๆเลย จะร้อนรึเปล่า)

 

 

พระธาตุศรีสองรักนี้มีรูปทรงสัณฐานคล้ายพระธาตุพนมค่ะ

ต้นเหลืองๆที่เห็นที่ฐานพระธาตุ เรียกว่าต้นผึ้งค่ะ รูปทรงคล้ายปิรามิด ตัวโครงทำจากกาบกล้วย ส่วนสีเหลืองๆ ทำจากเทียน ทำเป็นแผ่นบางๆแล้วก็เข้ารูปให้เป็นดอก ชาวบ้านเอามาถวายเพื่อสักการะบูชาพระธาตุ หรือแก้บนค่ะ

จากนั้นเราขับรถไป วัดเนรมิตวิปัสสนา ระยะทางไม่ไกลจากจากพระธาตุศรีสองรักค่ะ

สวยงาม อลังการตั้งแต่ทางเข้าเลยค่ะ มีน้ำตกจำลองอยู่ตรงทางเข้าเลย (จากรูปดูไม่อลังการเท่าไหร่เนอะ แต่ก็มีคนจอดรถถ่ายรูปเยอะเชียวค่ะ)

ขึ้นมาถึงตรงมณฑป และอุโบสถ ที่สร้างจากศิลาแลง ก็ยิ่งสวยงามอลังการเข้าไปอีกค่ะ สวนก็จัดอย่างสวยงาม

ข้างในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง และหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโท ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดนี้ และท่านได้มรณภาพแล้ว


 

ผนังรอบๆอุโบสถก็ยังมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังด้วยค่ะ

 


 

เดินเล่นรอบๆอีกสักพัก เราก็อำลาวัดนี้ ไปวัดโพนชัยกันต่อค่ะ

วัดโพนชัย ถือเป็นวัดคู่เมืองของด่านซ้าย เช่นเดียวกับพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันค่ะ วัดนี้จึงมีพระธาตุจำลองด้วย

วัดนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผีตาโขนค่ะ เป็นเรือนไม้หลังเล็กๆที่สร้างโดยพระและชาวบ้านด่านซ้าย ตั้งอยู่ข้างๆอุโบสถนี่แหละค่ะ

เข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่ก็รีบเดินไปเปิด DVD ประวัติประเพณีผีตาโขนให้ดู และโดยรอบจะมีผีตาโขนแสดงอยู่ ได้โอกาสเลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เอาหัวผีตาโขนมาใส่ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะเลย

มีวิธีการทำหัวผีตาโขนด้วยค่ะ ภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ ใช้หวดนึ่งข้าวเหนียว กับกาบทางมะพร้าว

ส่วนนี้มาทำเป็นเขาค่ะ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร

รูปสุดท้ายตรงทางขึ้นไปบนอุโบสถวัดโพนชัย และพิพิธภัณฑ์ค่ะ

จบแล้วค่ะ เที่ยวด่านซ้ายแบบสบายๆ จากนั้นเราก็กลับไปนอนตีพุงกันที่รีสอร์ทต่อ

ป.ล. เทศกาลผีตาโขน ปีนี้จัดวันที่  26-27 มิถุนายน 2552 นี้นะคะ

 

ติดกันไว้เป็นเดือนๆ ไม่ได้เขียนเรื่องเที่ยวจังหวัดเลยต่อ คราวนี้มาดูที่พักกันค่ะ  

entryนี้รูปเยอะนะคะ 

ขอเล่าเรื่องที่พักอันแสนประทับใจของอำเภอด่านซ้ายค่ะ ขอออกตัวก่อนนะคะว่าไม่ได้มีส่วนได้เสียแต่อย่างใดกับรีสอร์ทนี้ แต่เป็นความประทับใจส่วนตัวที่มีต่างหากค่ะ

เราจองที่พักจากงานท่องเที่ยว ไม่ได้รู้จักที่นี่หรือดูรีวิวจากเวปไหนมาก่อนเลย แต่ด้วยความเป็นกันเองของพนักงานที่จอง ทำให้เราหลงเชื่อ เอ๊ย หลงคารมของน้องๆ จนต้องจองค่ะ

ที่พักไม่ได้ติดถนนใหญ่ แต่เลี้ยวเข้าถนนเล็กไปไม่ลึกเท่าไหร่ค่ะ 

มองจากที่จอดรถด้านบนอยู่ด้านบนค่ะ น่าจะเรียกได้เนอะว่ารีสอร์ทอยู่ในหุบเขา ตึกด้านหลังคือส่วนต้อนรับค่ะด้านหน้าเป็นห้องครัวค่ะ

 

 

เดินผ่านส่วนต้อนรับมาอีกฝั่ง ก็จะเจอสระน้ำแบบระบบน้ำล้น ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ถ้าอยากโรแมนติก จะแช่น้ำ ชมพระอาทิตย์ตกก็ยังได้นะคะ (แต่ช่วงที่ไป หนาวมาก ไม่สามารถจริงๆค่ะ) และอาคารที่พักค่ะ

 


 

ที่พักที่นี่แบ่งเป็น 2 ส่วนค่ะ คืออาคารแบบด้านบน และกระท่อมปลายนาสุดหรูค่ะ

 

 

เราพักกันที่ตัวอาคารค่ะ ตอนนั้นนึกยินดี เพราะว่าห้องน้ำอยู่ในตัวห้องเลย ถ้าตอนนั้นเลือกกระท่อมปลายนานะ แย่แน่ๆ เพราะห้องน้ำแยกส่วนกับห้องนอน แต่ขอบอกว่าห้องน้ำกระท่อมปลายนานั้น มีอ่างจากุชชี่เชียวนะคะ หรูมากๆ แต่ถ้าไปหน้าหนาว ก็คงไม่ได้ใช้อยู่ดี เพราะแค่อาบน้ำก็คงคิดหนัก หุหุ

เข้ามาดูในห้องกันค่ะ เริ่มจากเตียงนอนอันแสนนุ่ม

 

 

มีตั่งอีกตัว ตั้งอยู่ริมหน้าต่างบานเล็ก อีกฟากหนึ่งของเตียง พร้อมกับตุ๊กตาควายน้อยอันแสนน่ากอด

 

 

มาแอบดูห้องน้ำกันบ้าง แบ่งเป็น 3 ส่วนอย่างที่เห็นค่ะ ฉาบด้วยปูนเปลือยๆง่ายๆ แต่ก็ดูเก๋ไปอีกแบบ

 

 

ของใช้ในห้องน้ำจะห่อด้วยกระดาษแทนพลาสติกค่ะ เนื่องด้วยเจ้าของคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พยายามลดการใช้พลาสติกค่ะ

 


 

รวมถึงสบู่ แชมพู ครีมนวดผม จะมีให้เป็นขวดกระเบื้องปั๊มๆเอาเลย ไม่ใส่เป็นขวดพลาสติกเล็กๆค่ะ แต่เอากลับบ้านไม่ได้นะ

 


 

จากห้องน้ำ มาดูกันที่ระเบียงค่ะ มีเก้าอี้ให้นั่งชมวิวดูกระท่อมปลายนา วิวแสนสบายตา ไม่มีตึกระฟ้าให้ขัดตาขัดใจ

 

 

แถมบนโต๊ะก็ยังมีดอกไม้สีสวยลอยน้ำ คอยต้อนรับด้วยค่ะ ดอกอะไรเรียกไม่ถูก แต่มั่นใจว่าหาได้จากสวนในรีสอร์ทนั่นแหละค่ะ 

 


 

วิวจากห้องนอนค่ะ

 


 

สังเกตเห็นรูป "ควาย" จากข้างบนมาบ้างใช่มั๊ยคะ 

"ควาย" เป็น โลโก้ของรีสอร์ทนี้ค่ะ ที่นี่มีตั้งแต่ตุ๊กตาควายขนปุย ควายทำจากดินเผา ควายทำจากไม้ รวมถึงควายตัวเป็นๆด้วยค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากดูทั้งโลโก้ และ presenter ตัวเป็นๆของที่นี่กันแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเย็น ตอนแรกเราว่าจะออกไปหาอะไรทานข้างนอกกัน แต่ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากๆของที่นี่ เราเลยเปลี่ยนใจ ทานอาหารเย็นกันที่รีสอร์ทนี่แหละ อาหารอร่อยใช้ได้ทีเดียวค่ะ มีอาหารพื้นเมืองด้วยนะคะ

บรรยากาศโต๊ะอาหารที่เค้าจัดไว้ให้ค่ะ

 

 

วิวยามค่ำคืนค่ะ

 


 

ทานอาหารค่ำกันเสร็จ เดินเล่นนิดหน่อย ก่อนจะเข้าห้องนอน ไม่ต้องเปิดแอร์เลย ใช้แอร์ธรรมชาติ อากาศแสนแสนบริสุทธิ์ค่ะ

ตื่นเช้า แทบไม่อยากลุก เพราะอากาศหนาวมาก นอนขดตัวอุ่นๆอยู่บนเตียงแบบนี้ สบายเหลือหลาย แต่ก็ต้องลุกขึ้นมานั่งเฝ้ามองหมอกที่หนาจัด จนกระทั่งแสงอาทิตย์ค่อยๆแย้มเยือน หมอกจึงค่อยๆจางไป

 


 

ถึงเวลาอาหารเช้า เราเลือกที่จะนั่งตากแดดอุ่นๆ ในอากาศหนาวๆ มันช่างแสนสบาย พร้อมกับละเลียดอาหารเช้าแสนอร่อย

อาหารเช้าที่นี่มี 2 แบบ ให้เลือกค่ะ อาหารไทย จะเป็นข้าาวต้มเครื่อง หรือข้าวต้มกับ และอาหารฝรั่งจะเป็น ABF ค่ะ เราจะเลือกอะไรก็ได้ จะขอเติมกี่รอบก็ได้ค่ะ ไม่อั้น

เค้าจะจัดให้เป็นชุดๆ ไม่ได้มี line buffet ให้เราตักนะคะ เพราะว่าคนน้อย ทำแบบนั้นเดี๋ยวอาหารเหลือ เสียดายแย่ เราอยู่กัน 2 คืน เลยได้ชิมทุกแบบเลยค่ะ

ข้าวต้มเครื่องค่ะ จำไม่ได้แฮะว่ามีเนื้อสัตว์รึเปล่า แต่ที่เห็นดำๆคือเห็ดหอมสดค่ะ อร่อย

 


 

จานต่อไปเป็น ABF ค่ะ ไส้กรอก ไข่ดาว แฮม พร้อมผลไม้ รวมทั้งขนมปังปิ้ง และครัวซอง (ขอย้ำว่า ครัวซองอร่อยมากๆ)

 

 

 


 

อีกวันเลยทานข้าวต้มกะกับข้าวค่ะ กับข้าวตั้ง 4 อย่าง อร่อยทุกอย่างจริงๆค่ะ 

 

 

จบด้วยอาหารนี่แหละเนอะ สำหรับรีสอร์ทอันแสนประทับใจ ถ้ามีโอกาสจะกลับไปอีกค่ะ

จากอุทยานฯภูเรือ เราขับรถบนถนนหมายเลข 2016 ไปยัง สวนหินผางามค่ะ

ขับเรื่อยๆมาตามทาง ยังเห็นชาวนาตากรวงข้าวที่เพิ่งตัดไว้บนแปลงนาค่ะ มันช่างชวนมองจริงๆ ถ้ามาตอนหน้าฝน คงจะได้เห็นทุ่งนาสีเขียวๆ

 

สวนหินผางาม อยู่ที่ บ้านผางาม ต. ปวนผุ อ. หนองหิน สวนหินที่นี่เค้าเรียกว่า คุนหมิงเมืองไทย เชียวนะคะ

เราไม่สามารถเดินเข้าไปดูเองได้นะคะ ต้องให้ไกด์ท้องถิ่นเป็นคนนำทาง ซึ่งค่าใช้จ่ายเพียง 100 บาทเท่านั้น ไม่ว่าเราจะมา 2 คน หรือ 10 คน ก็ราคาเท่ากันค่ะ

เงินที่เก็บได้นี้จะเป็นค่าบำรุงรักษา พัฒนา สวนหินผางาม และ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นรายได้ของไกด์ด้วย ซึ่งเป็นชาวบ้านแถวนั้น (สร้างอาชีพให้ชาวบ้าน จะได้ไม่ต้องเข้ากรุงเทพมาขายแรงงาน) และที่สำคัญที่จะต้องมีไกด์ เพื่อดูแล รักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวค่ะ

มาถึงเราก็ต้องเพิ่มพลังกันก่อนด้วยไก่ย่าง ส้มตำ และปลาเผา

จากนั้นเราก็ไปจ่ายเงินค่านำเที่ยว แล้วเริ่มเดินกันเลยค่ะ ระยะทางจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่ก็เดินประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆนะคะ ทางเดินมีทั้งพื้นราบ และผจญภัย เดินซอกแซกไปตามช่องหินค่ะ

เริ่มจากหินก้อนแรก ก้อนนี้ตั้งตระหง่านตั้งแต่เราเข้ามาเลยค่ะ จอดรถก็แถวนี้แหละค่ะ ดูเหมือนหมาพุดเดิ้ลมั๊ยคะ

ตามมาด้วย ไดโนเสาร์ กำลังคาบเหยื่ออยู่

นี่เป็นชาวอินเดียนแดงค่ะ สังเกตได้จากจมูกงุ้มๆค่ะ

 

รูปนี้น้องไกด์บอกว่าเป็นช้าง จินตนาการเท่าไหร่ก็ยังมองไม่ออกอ่ะค่ะ

รูปนี้เป็นเจ้ากระต่ายค่ะ

รูปนี้ดูเหมือนตา Amazing Thailand มั๊ยคะ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้มีใครขึ้นไปวาดนะ

เดินชมหินบนทางราบแล้ว จากนี้เราจะเดินเข้า เขาวงกตกันค่ะ เดินเข้าำไปในเขาจริงๆนะ ซึ่งทางที่เราเดินนั้นคือทางน้ำไหลนั่นเอง มันถูกกัดเซาะมาหลายปีแล้วค่ะ

เริ่มต้นด้วย เนินท้อแท้ ใครเดินไม่ไหว ก็ให้เกาะสาวต่างชาติเอาไว้ (น้องไกด์เค้าว่าอย่างนั้น) สาวต่างชาติที่ว่าก็คือสาวลาวค่ะ (สาวราวบันไดไง เล่นคำกันเล็กน้อยพอให้ลืมเหนื่อย)

ขึ้นมาแล้วเราก็จะเจอฟอสซิลก้อนโต ซึ่งเป็นซากเปลือกหอย ปะการัง สัตว์ทะเลติดอยู่ค่ะ 

จากนั้นก็ต้องผ่านซุ้มคารวะ ที่ใครๆก็ต้องก้มหัวให้ ก็จะไม่ก้มยังไงไหวละคะ ช่องมันสูงเท่านั้นเอง

เดินไปอีก ผ่านช่องสรีระ ดีใจจริงเดินผ่านได้ด้วย  ส่วนอีกคนต้องมุดเอา

เดินมาอีกสักพัก ยังมีจุดให้ชมอีกนะคะ แต่ถ่ายรูปออกมาแล้วมืดมาก เลยไม่ได้เอามาลง

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดชมวิวไฮไลท์แล้วค่ะ เค้าทำดีมากเลยค่ะ สร้างบันได ให้เดินขึ้นไปดูในมุมสูงด้วย

มีหงส์ตัวน้อยเกาะอยู่บนยอดหินด้วย

แถมเต่าให้อีกตัว กำลังไต่ลงเขาพอดีค่ะ

จากนั้นเราก็เดินมาขึ้นรถกลับไปที่จุดจอดรถ ค่าโดยสารคนละ 10 บาทค่ะ

ขากลับขับผ่านฝูงวัว น่าเสียวไส้ กลัววัวเอาเขามาขวิดรถจริงๆค่ะ

ได้เวลากลับที่พัก entry หน้า ขอพาไปดูที่พักนะคะ

Related Link

หนาวนี้ที่จังหวัดเลย  - อุทยานแห่งชาติภูเรือ

 

ก่อนไป อ้อมตั้งคำถามให้ตัวเองว่า จังหวัดเลย อยู่ภาคไหนของประเทศไทยหนอ? ภาคเหนือ? หรือภาคอีสาน? ฟังดูเหมือนคนตกวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทยเลยเนอะ   ว่าแต่มีคนสงสัยอย่างอ้อมมั๊ยเนี่ย?

ทริปนี้เราขับรถไปกันเองค่ะ ออกจากบ้านตั้งแต่ 5 ทุ่ม พี่ไฮ่ขับไป อ้อมก็หลับไป ถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูเรือก่อนตี 5 นิดหน่อย แวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊ม ปตท. ที่สะอาดมากๆ แบบว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าฟองน้ำที่เค้าเตรียมไว้ให้ก่อนด้วยนะ (ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะยังง่วงอยู่เลย แหะๆ)

"อุทยานฯภูเรือนี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,365 เมตร บนภูเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน และมีหน้าผาที่เป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาใหญ่"

ค่าเข้าอุทยานฯภูเรือ ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท และรถ 4 ล้อ คันละ 30 บาทค่ะ

จ่ายเงินเสร็จ ก็ขับรถขึ้นมาเลย ทางยังมืดอยู่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ขับรถขึ้นมาจนสุดทางที่เค้าให้ขึ้น แล้วก็หาที่จอดรถไม่เจอ เห็นแต่คนจอดกันข้างทาง ก็เค้าไม่เขียนบอกเอาไว้นี่ เราก็เลยจอดกัน งงๆ ค่ะ

จากนั้นก็เดินขึ้นไปที่จุดชมวิว  ถ้าเราแวะดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวผาโหล่นน้อย จะเดินไม่ไกลเลย แต่ด้วยความมืดอีกนั่นแหละ เราจึงเดินตามคนอื่นขึ้นไปจนถึงยอดภูเรือเลย ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ แค่เกือบๆกิโลค่ะ เดินบนถนนลาดยาง ไม่ลำบากอะไร แต่ถ้าใครขี้เกียจเดิน จะขึ้นรถสองแถวของอุทยานก็ได้ แต่ไม่รู้ราคาน่ะค่ะ

ยืนคอยอยู่นานกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น แถมขึ้นมาก็ขี้อายอีก หลบอยู่หลังก้อนเมฆก้อนโตตั้งนาน กว่าจะแย้มออกมาให้เชยชม

ลมพัดแรงมากๆ ทำให้อากาศที่หนาวอยู่แล้ว ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่ แต่ชอบนะ หนาวสะใจดี

 

ถ่ายป้ายยอดภูเรือซะหน่อย เดี๋ยวจะโดนหาว่าไม่ได้มาจริงๆ

จากนั้นเราก็เดินไปที่ผาโหล่นน้อย คราวนี้ไม่เดินบนถนนลาดยางแล้ว เราเดินตามทางเดิน ริมหน้าผาแทน

ถ่ายยอดภูเรือ จากผาโหล่นน้อย  สังเกตใบสนสิคะ ลู่ไปตามแรงลม

จากนั้นก็โบกมือลาภูเรือ เดินกลับมาที่รถ มีร้านขายของอยู่ 2 ร้าน ร้านแรกขายเสื้อผ้า เครื่องกันหนาว และอาหาร เครื่องดื่ม (ม่ามา โจ๊กคัพ กาแฟ ประมาณนั้น) ร้านที่สองขายของที่ระลึกค่ะ

อุทยานฯภูเรือไม่ได้มีเท่านี้นะคะ ถ้าใครมีเวลา สามารถเดินไปจุดอื่นๆได้ค่ะ เช่น สระสวรรค์ น้ำตกหินสามชั้น หินวัวนอน ฯลฯ แล้วเรายังขึ้นมาดูพระอาทิตย์ตกได้ด้วยที่ผาหญ้าไผ่  สวนหินพาลี

ขอจบเท่านี้ก่อน entry หน้าจะพาไปเที่ยวต่อค่ะ

ป.ล. จังหวัดเลยอยู่ภาคอีสานจ้า

มีใครเคยไปบ้างเอ่ย?

อ้อมไม่เคยไปค่ะ และไม่รู้ด้วยว่าจะเป็นยังไง เลยเปิดเวป หาข้อมูล รู้แต่ว่าเค้าจะเปิดตอนประมาณตรุษจีนของทุกปี ปีละประมาณ 60 วัน และก็จะมีผู้คนไปที่นี่กันเยอะมาก วันๆหนึ่งอาจจะมีคนไปเป็นหมื่น และเค้ามักจะไปกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลย ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดนี้ ทำให้มีแต่ความสงสัยค่ะ ทำไมจะต้องเปิดแต่ช่วงนี้? ทำไมต้องไปกันตั้งแต่เช้ามืด?

มาค้นหาคำตอบกันค่ะ

อ้อมไปมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 มี.ค.) ค่ะ ไปกัน 2 คน เราเริ่มออกเดินทางจากบ้านประมาณตีสอง (จริงๆอ้อมแทบจะไม่ได้นอน รู้สึกตื่นเต้นจะได้ไปเที่ยวน่ะค่ะ )

ขับผ่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เห็นคนยังเดินเข็นรถเข็น ขายซาละเปาอยู่เลย (ตีสองแล้วนะ) ไม่รู้ขายหมดรึยัง เห็นแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจว่า เมืองไทยยังมีคนที่ต้องทำงานหนัก เพียงเพื่อที่จะได้มีรายได้มาดำรงชีวิตแบบวันต่อวัน ตัวเราเองนี่โชคดีจัง ที่ไม่ต้องเป็นแบบนี้

ขับไปอีกสักพัก ก็เห็นรถซาเล้งขับไปคู่กันกับรถของเรา เค้าคงจะเก็บขยะตอนดึกๆ แต่ในรถนั้นยังมีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อายุไม่น่าเกิน 10 ขวบอยู่ด้วยค่ะ เห็นแล้วสงสารจัง ดึกขนาดนี้ ยังต้องมาช่วยพ่อทำงานเลย คิดอีกแล้วหละ ว่าตอนเด็กๆเราโชคดีจัง ที่ไม่ต้องลำบากแบบนี้

หลังจากนั้นอ้อมก็หลับๆตื่นๆ รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบถึงทางขึ้นเขาแล้วค่ะ เวลาตอนนั้นประมาณตีห้ากว่าๆค่ะ พี่ไฮ่ปลุกให้ดูแสงไฟที่อยู่บนเขา น่าจะเป็นเขาคิชฌกูฏที่เรากำลังจะไป เราหาที่จอดรถข้างทางกัน แล้วก็เหลือบไปเห็นที่จอดรถทัวร์ ทำไมเยอะอย่างนี้นะ มากันเป็นคันรถเลย

เราเดินไปหาที่ซื้อตั๋วนั่งรถปิคอัพขึ้นไปไหว้รอยพระพุทธบาทค่ะ ค่าขึ้นคนละ 50 บาท ได้ตั๋วมาแล้ว จะมีหมายเลขที่เขียนอยู่บนตั๋ว นั่นคือคิวที่เราจะได้ขึ้น เห็นคนเยอะๆ แต่ก็คอยไม่นาน การจัดระบบรถดีพอสมควรค่ะ เริ่มออกเดินทาง ตื่นเต้นๆอ่ะค่ะ

นึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งรถสองแถวมันเมื่อไหร่กันหนอ จากทางลาดยาง ขับขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฎ ขับอีกนิดจากถนนลาดยาง ก็กลายเป็นดินแดงค่ะ ทางยังขึ้นเขาตลอดเวลา คนขับๆได้มันมากๆ คือขับเร็วมากค่ะ (ก็เค้าคงชินทาง ขับขึ้น-ลง วันละไม่รู้กี่เที่ยว) ถ้าไม่เกาะรถดีๆ มีหวังถูกเหวี่ยงออกนอกรถแน่ๆ ตอนขึ้นยังเช้ามืดอยู่ เลยไม่เห็นทางเท่าไหร่ เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ เพราะไม่ค่อยเห็นว่าทางชันขนาดไหน รับรู้ได้แต่แรงเหวี่ยง

แล้วเราก็มาถึงจุดต่อรถค่ะ ตรงนี้มีสถานที่ให้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ 3 จุดมั๊งคะ (จำไม่ได้) เราต้องซื้อตั๋วอีกครั้ง คนละ 50 บาทเช่นเดิม เพื่อที่จะนั่งรถต่อขึ้นไปอีก เส้นทางโหดเหมือนเดิมคือทางชัน และคนขับๆเร็วมาก ตอนรถสวนกัน หวาดเสียวสุดๆค่ะ เอาหละค่ะ มาถึงสักที

จะซื้อธูป กับดอกไม้ (ดอกดาวเรือง) ตรงนี้ก็ได้นะคะ ราคาไม่ค่อยแตกต่างกับข้างล่างค่ะ และอีกอย่างที่เค้าขายกันคือ (เศษ)พลอย เพื่อเอาไปโรย สักการะรอยพระพุทธบาท

เริ่มเดินขึ้นหละนะคะ ผู้คนก็เริ่มโปรยกลีบดอกดาวเรืองไปตามทางค่ะ พร้อมกับปักธูป

แล้วก็จะเห็นหลายๆคน ปักแบบนี้ค่ะ อ้อมลองไปเหมือนกัน โดนธูปดีดกลับอยู่หลายที ในที่สุดก็ได้ ถามว่าทำแบบนี้ไปทำไม ไม่รู้อ่ะค่ะ หลายๆคนคงจะอธิษฐานอะไรมั๊งคะ เดาเอา

เดินขึ้นมาเรื่อยๆ เจอหินก้อนใหญ่ คลุมผ้าสีทอง

ตามทาง ใครหิว ก็มีอาหารขายนะคะ

ห้องน้ำ บนเขาก็ยังมีค่ะ

ทางเดินขึ้น-ลง บางจุด แยกกัน ไม่ต้องเดินเบียดกันค่ะ

ยังมีหมอกยามเช้าอยู่จางๆ

เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงประตูสวรรค์

ในที่สุดก็ถึงรอยพระพุทธบาทค่ะ คนเยอะมาก รอ(เบียด) กันเข้าไป จะเข้าเป็นกลุ่มๆค่ะ เพราะพื้นที่มีจำกัด และมีพระหนึ่งรูปคอยจัดการค่ะ

รอยพระพุทธบาทอยู่ตรงโคนหินที่ตั้งอยู่นั่นแหละค่ะ

สักการะพระพุทธบาทเสร็จ ก็เดินขึ้นเขากันต่อ เพื่อจะไปให้ถึงผ้าแดง ขั้นบันไดธรรมชาติจากรากไม้ค่ะ

เดินไปอีกหลายเหนื่อย (800 เมตรเอง) ก็ถึงแล้วค่ะ ผ้าแดง เค้าให้เราเขียนคำอธิฐานไว้บนผ้าน่ะค่ะ

จากนั้นเราก็เดินกลับค่ะ ระหว่างทาง มีโรงทานด้วยนะคะ เป็นข้าวต้มหมู กับน้ำขิงร้อนๆค่ะ ขาขึ้นก็ดื่มน้ำขิงค่ะ แต่พี่ไฮ่ว่า ขาลงน้ำขิงอร่อยขึ้นนะ

ตอนลงเราค่อยมีโอกาสเงยหน้า ดูบรรยากาศรอบตัวมากกว่าขาขึ้นนะคะ เจอป้ายนี้ เห็นแล้วขำดี เลยเอามาฝากค่ะ

น้ำดื่ม = กาแฟ

โอวัลติน = มาม่า

เจอน้องหมานั่งพักเหนื่อย ลิ้นห้อยเชียว

คนรับจ้างแบกของขึ้นไปขายค่ะ ได้ยินแม่ค้าคุยให้ฟังว่า น้ำแข็งก้อนละ 60 บาท ค่าจ้างแบกน้ำแข็ง 200 บาทค่ะ

ถึงเวลากลับแล้วค่ะ ยืนรอรถอยู่

หน้าตาตั๋วรถค่ะ ได้คิวที่ 315

เราใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่ขึ้นเขา จนกลับลงมา ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ลงมาถึงข้างล่างแล้วร้อนมากๆเลย

และก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องเปิด แค่ช่วงเดียวของปี คงจะเป็นเพราะว่า ทางขึ้นเป็นดิน ถ้าฝนตกรถคงจะขึ้นไม่ได้ และที่ต้องไปแต่เช้าขนาดนั้น ก็เพราะถ้าขึ้นเขาตอนสายๆ คงจะเป็นลม ก่อนที่จะขึ้นไปถึงพระพุทธบาทเป็นแน่ค่ะ

หลังจากอิ่มบุญไปแล้ว เราก็ต้องไปเติมพลังงาน ให้อิ่มท้องกันด้วยนะคะ เราไปทานกันที่หาดเจ้าหลาว ริมทะเล ทะเลไม่สวยเลย แถมไอทะเลร้อนๆ พัดมาเรื่อยๆอีกต่างหาก แต่ว่าอาหารอร่อยค่ะ

จานแรก ข้าวผัดปู ที่สั่งเป็นจานกลางค่ะ

ต้มยำทะเล มาเป็นหม้อไฟเลย นึกว่าจะให้มาเป็นชามซะอีก

จานต่อไป ปูนิ่มผัดกระเทียมพริกไทยดำ จานโตอีกแล้วค่ะ

อย่างสุดท้าย ปลากระพงนึ่งมานาว

ทานกันจนจุกค่ะ ก็ไม่รู้นี่นาว่าอาหารจะให้เยอะขนาดนี้ ค่าเสียหายทั้งหมด 500 บาทค่ะ จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านค่ะ อิ่มใจ และอิ่มท้องค่ะ